กรมขนส่งฯเผยประชาชนพอใจรถสาธารณะ71%

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการรถโดยสารสาธารณะทั่วประเทศปีงบประมาณ 59 รวม 7,415 คน พบว่าพอใจ71.20% ดังนี้ รถหมวด 1 กทม. (รถประจำทางที่ให้บริการใน กทม.) พอใจ 63.12% แต่ยังติงปัญหาความตรงต่อเวลา, รถหมวด 4 กทม. (บริการรอบ กทม. เช่น รถเมล์เล็กในซอยหรือสองแถว) พอใจ 65.87% พบปัญหาการให้บริการของพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร, รถหมวด 2 (ให้บริการเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดต่างๆ) พอใจ 76.66% แต่ต้องปรับปรุงการให้บริการของพนักงานจำหน่ายตั๋วภายในสถานีขนส่งและท่ารถ, รถแท็กซี่มิเตอร์พอใจ 69.41% เรื่องความเชี่ยวชาญในเส้นทาง ขณะที่มารยาทการขับรถอยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุง และรถจยย.สาธารณะ พอใจ 75.68% รถเพียงพอในการให้บริการ

นายสนิท กล่าวว่า รถโดยสารสาธารณะในส่วนภูมิภาค รถหมวด 3 (เชื่อมจังหวัด) พอใจ 73.78% โดยเฉพาะด้านสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีขนส่ง, รถหมวด 1 ภูมิภาค (ในเขตเทศบาลใดเทศบาลหนึ่ง) พอใจ 73.99% พอใจป้ายหยุดและจุดจอดรถมากที่สุด  

ส่วนความตรงต่อเวลาพึงพอใจน้อยสุด, ขณะที่รถหมวด 4 ภูมิภาค (เชื่อมอำเภอ) พอใจ 71.13% ทั้งนี้กรมฯจะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงต่อไป

ขนส่งจัดระเบียนน้ำหนักรถบรรทุก

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยถึงความร่วมมือในการจัดระเบียบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้ใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดในการควบคุมรถบรรทุกที่มีการแก้ไขดัดแปลงตัวถังรถเพื่อให้สามารถบรรทุกสิ่งของได้มากขึ้น อันเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน โดย กรมการขนส่งทางบกได้ร่วมกับกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ตำรวจทางหลวง และทหารในพื้นที่ เข้มงวดตรวจสอบรถบรรทุกบนถนนสายหลักและสายรองให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบรถที่มีการแก้ไขดัดแปลงตัวถังเพื่อให้สามารถบรรทุกได้มากกว่าปกติ ดำเนินการเปรียบเทียบปรับขั้นสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ฐานแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพเครื่องอุปกรณ์หรือส่วนควบของรถ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน พร้อมทั้งสั่งหยุดใช้รถทันทีทุกราย จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขและนำกลับมาให้สำนักงานขนส่งตรวจสภาพก่อนจึงนำรถกลับไปใช้งานได้ และหากพบการฝ่าฝืนซ้ำซาก กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณามาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดที่สูงขึ้นทั้งคนขับรถและผู้ประกอบการเพื่อป้องกันพฤติกรรมการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้ถนนชำรุดเสียหาย และรัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการซ่อมแซมแต่ละปีเป็นจำนวนมาก
 

 

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกขอความร่วมมือผู้ขับรถ ผู้ประกอบการขนส่งและเจ้าของรถบรรทุก ปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่เพียงแต่เกิดผลเสียต่อสภาพผิวทางเท่านั้น ยังส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น เนื่องจากการใช้งานเกินสมรรถนะทำให้การทำงานของระบบเบรก ระบบช่วงล่างต่างๆ มีประสิทธิภาพลดลง ส่งผลต่อการเสียสมดุลของรถในขณะขับขี่และยากต่อการควบคุมรถ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมถึงการบรรทุกสิ่งของ อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกจะกำชับเจ้าหน้าที่ให้ลงพื้นที่ในถนนทุกสายตรวจตราให้มีความถี่และความเข้มข้นมากขึ้นเพื่อดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับรถบรรทุกที่ฝ่าฝืนกฎหมายทุกรายตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมอย่างเคร่งครัด

ขนส่งฯขอผู้ประกอบการรถบรรทุกเข้มกม.

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ขอผู้ประกอบการขนส่ง ปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมน้ำหนักรถบรรทุกเคร่งครัด 

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ความคืบหน้าจัดระเบียบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้ใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดในการควบคุมรถบรรทุกที่มีการแก้ไขดัดแปลงตัวถังรถเพื่อให้สามารถบรรทุกสิ่งของได้มากขึ้น ซึ่งหากพบรถที่มีการแก้ไขดัดแปลงตัวถังเพื่อให้สามารถบรรทุกได้มากกว่าปกติ ดำเนินการเปรียบเทียบปรับขั้นสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ฐานแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพเครื่องอุปกรณ์หรือส่วนควบของรถ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน พร้อมทั้งสั่งหยุดใช้รถทันทีทุกราย จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขและนำกลับมาให้สำนักงานขนส่งตรวจสภาพก่อนจึงนำรถกลับไปใช้งานได้ และหากพบการฝ่าฝืนซ้ำซาก อาจพิจารณามาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดที่สูงขึ้นทั้งคนขับรถและผู้ประกอบการเพื่อป้องกันพฤติกรรมการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้ถนนชำรุดเสียหาย และรัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการซ่อมแซมแต่ละปีเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือผู้ขับรถ ผู้ประกอบการขนส่งและเจ้าของรถบรรทุก ปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่เพียงแต่เกิดผลเสียต่อสภาพผิวทางเท่านั้น ยังส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น

ไทยนา รถบรรทุก 4 ล้อขนาดกลาง

ไทยนามอเตอร์ ส่งรถบรรทุกขนาดกลาง 4 ล้อลงตลาด ผงาดจับลูกค้าโลจิสติกส์ สตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี ชูจุดขายผสานเทคโนโลยีจากซัพพลายเออร์ชั้นนำ อาทิ เครื่องยนต์เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นเกียร์แซดเอฟ เตรียมอวดโฉมครั้งแรกในงานมอเตอร์เอกซโปนี้
 

 
  นายพอล เอม มาร์คแฮมผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยนา มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมเปิดตัวรถบรรทุกขนาดกลาง 4 ล้อ ยี่ห้อ “ไทยนา” 2 รุ่นเพื่อทำตลาดในประเทศไทย ได้แก่ ไทยนา เพโทรล ทีจี 150 เครื่องยนต์เบนซิน 2.2 ลิตร ราคาจำหน่าย 5.25 แสนบาท และ ไทยนา ดีเซลทีดี175 เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร ราคาจำหน่าย 5.95 แสนบาท ในงานมอเตอร์เอกซโปนี้ 
 
 
สำหรับรถบรรทุก 4 ล้อขนาดกลางไทยนาเป็นความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจต่างชาติ จัดตั้งบริษัท ไทยนา มอเตอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท และจะขยายการลงทุนอีกราวๆ 26 ล้านบาท โดยมีโรงงานผลิตอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชจังหวัดระยอง ผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก ขณะที่ชิ้นส่วนอะไหล่มีทั้งนำเข้าจากต่างประเทศ และนำเข้ามาปรับปรุงให้เหมาะสมกับตลาดไทยโดยปัจจุบันมีชิ้นส่วนอะไหล่ในประเทศ 40% และในอนาคตจะใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นอีกกว่า 45% 
 
 
  ด้านจุดขายของรถบรรทุกขนาดกลางไทยนา คือ การผสมผสานเทคโนโลยีจากบรรดาซัพพลายเออร์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลจากญี่ปุ่นรวมถึงระบบขับเคลื่อนจากแซดเอฟ
 
 
  นายพอล เอม มาร์คแฮม กล่าวต่อถึงแผนการทำตลาดในประเทศไทยว่า บริษัทตั้งเป้าให้รถบรรทุกขนาดกลางไทยนา เป็นทางเลือกใหม่รองรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โดยกลุ่มเป้าหมายจะเน้นไปที่ลูกค้าซึ่งต้องการรถบรรทุกขนาดกลาง 4 ล้อ ที่ใหญ่กว่ารถบรรทุก 4 ล้อแบบเดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว อาทิ กลุ่มโลจิสติกส์กลุ่มสตาร์ทอัพและกลุ่มเอสเอ็มอี 
 
 
  ด้านการจำหน่าย ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายดีลเลอร์เน็ตเวิร์คซึ่งปัจจุบันมีครอบคลุมในพื้นที่กทม. 3 ราย และต่างจังหวัด อาทิ ชลบุรี ระยอง และราชบุรี โดยทุกดีลเลอร์จะเน้นให้บริการทั้ง 3 S ประกอบด้วย เซลล์, เซอร์วิส และสแปร์พาร์ท ซึ่งคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้น่าจะมีดีลเลอร์เน็ตเวิร์คครอบคลุมมากถึง 10 แห่งทั่วประเทศ 
 
 
  สำหรับไทยนาจัดเป็นผู้นำด้านรถบรรทุกขนส่งสินค้าขนาดกลางที่มีสมรรถนะสูง มีความโดดเด่นสามารถรองรับการเดินทางขนส่งได้ทุกสภาพถนนของประเทศไทย ถูกต้องตามข้อกำหนดการจราจรในประเทศ ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กม./ชม. พร้อมรับน้ำหนักบรรทุกได้มากถึง 2.2 ตัน 
 
 
  ด้านแนวความคิดในการออกแบบและเทคโนโลยี ได้คำนึงถึงการใช้งานซึ่งรถบรรทุกไทยนา เป็นรถบรรทุกขนาดกลางที่ขับง่ายสะดวกต่อการใช้งานเมื่อเปรียบเทียบกับรถปิกอัพหรือรถบรรทุก 6 ล้ออื่นๆ มีความคล่องตัวและมีความปลอดภัยสูงในทุกสภาพถนนห้องบรรทุกสินค้ามีขนาดใหญ่พื้นที่จุได้เยอะและรับน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม เรามั่นใจว่ารถบรรทุกไทยนา มีประสิทธิภาพที่ดีสามารถต่อยอดธุรกิจเพื่อให้ลูกค้ามีรายได้และกำไรที่มากขึ้น” มร.วาเร้นท์ จู กล่าวปิดท้าย
 
 
  สำหรับงานมอเตอร์เอกซโป 2016 รถบรรทุกขนาดกลางไทยนา มีข้อเสนอและโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งจองภายใน พร้อมชมและสัมผัสรถบรรทุก4 ล้อขนาดหลางไทยนาได้ที่บูธ B-03 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี 

โวยรัฐแก้ค้านํ้ามันชายแดนไม่ตรงจุด เมียนมาให้ขนลงท่อแทนข้ามสะพาน

ผู้ค้าน้ำมันชายแดน โวยรัฐเกาไม่ถูกที่คัน แก้ปัญหาส่งออกน้ำมันไปเมียนมาโดยวิธีขนส่งข้ามสะพาน ชี้ไม่ใช่ความประสงค์ของลูกค้ารัฐกะเหรี่ยง และยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองรถบรรทุก เตือนรัฐบาลไทยอย่าแทรกแซงรัฐบาลกลางเมียนมา เผยช่วง 20 วันส่งน้ำมันไม่ได้เสียหาย 20 ล้านบาท ปัจจุบันยอดส่งทางท่อหายไป 1.2 ล้านลิตรต่อวัน ลูกค้าหันไปสั่งที่อื่นแทน เพราะไม่มั่นใจฝั่งไทยจะส่งให้ได้


นายสุรชัย กนกะปิณฑะ สมาชิกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าภาคอีสาน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากที่กรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) ได้มีการผ่อนผันให้ผู้ประกอบการคลังสินค้าและท่าข้าม ที่ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก สามารถจัดตั้งสถานีบริการเพื่อเก็บน้ำมันชนิดไวไฟมาก ประเภทง.(ปั๊มหลอดแก้ว) ได้ใน จำนวน 3 ท่า ได้แก่ ท่าที่ 10,ท่าที่ 13 และท่าที่ 21 เพื่อให้สามารถขนถ่ายน้ำมันทางท่อไปยังเมียวดี ของเมียนมาได้รวมถึงนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เจรจากับรัฐบาลเมียนมา เพื่อให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาได้ ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายใน 6 เดือนข้างหน้านั้น

ในฐานะผู้ค้าน้ำมันเห็นว่า การขนส่งน้ำมันผ่านท่อเป็นความประสงค์ของผู้ซื้อฝั่งเมียนมา ไม่ใช่มาตรการที่กระทรวงพลังงานของไทยแก้ไขปัญหา เพราะรัฐกระเหรี่ยงของเมียนมาไม่ต้องการให้ขนส่งน้ำมันข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา

โดยปัจจุบันมีผู้ค้าน้ำมันชายแดนของไทยจำนวน 13 ราย และผู้ค้าฝั่งเมียวดีจำนวน 13 ราย โดยในจำนวนนี้มีเพียง 4 รายเท่านั้นที่มีใบอนุญาตส่งน้ำมันไปยังเมืองย่างกุ้งได้ ส่วนที่เหลืออีก 9 รายเป็นผู้ค้าภายใต้รัฐกะเหรี่ยงเมียนมา ดังนั้นการขนส่งน้ำมันจึงต้องส่งผ่านทางท่อซึ่งเป็นความประสงค์ของทั้ง 2 ฝ่าย แต่เมื่อ ธพ.ออกกฎหมายผลักดันให้รถบรรทุกน้ำมันต้องขึ้นสะพานไทย-เมียนมา ทั้งที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองรถบรรทุกและผู้ขับขี่ของไทย เพราะเมื่อเข้าเขตเมียนมา ใบขับขี่จะไม่สามารถใช้ได้เพราะไม่ได้เป็นสากล ดังนั้นกระทรวงคมนาคมควรเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มากกว่า

Advertisement

ขณะที่ทางกรมแจ้งว่ากระทรวงการต่างประเทศจะเร่งเจรจากับรัฐบาลกลางเมียนมา เพื่อให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาได้นั้น เป็นการแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด เพราะสาเหตุที่รถขนส่งน้ำมันไม่สามารถข้ามสะพานได้นั้น มาจากข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา หากรัฐบาลไทยเข้าไปเจรจาก็จะเป็นการแทรกแซงรัฐบาลเมียนมา รวมทั้งก็ยังไม่มั่นใจว่าภายหลังการเจรจาแล้วรัฐกระเหรี่ยงจะยินยอมหรือไม่ เพราะหากขึ้นสะพานผลประโยชน์ย่อมเข้าไปสู่รัฐบาลกลางเมียนมาทั้งหมด

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาการส่งออกน้ำมันไปยังเมียนมานั้น รัฐบาลไทยอย่างพยายามแทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา โดยปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมันของไทยทำการค้าขายกับรัฐกะเหรี่ยง ตามที่ผู้ซื้อต้องการ อีกทั้ง การผลักดันให้ต้องส่งน้ำมันข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ผู้ซื้อน้ำมันทางฝั่งเมียวดีก็จะมีตัวเลือกอื่น โดยจะเห็นว่าหลังจากที่ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถส่งออกน้ำมันไปยังเมียวดี 20 วัน (26 ตุลาคม-18 พฤศจิกายน 2556) ทำให้ผู้ซื้อหันไปซื้อน้ำมันจากสิงคโปร์แทน สร้างความเสียหายไปแล้ว 1 ล้านบาทต่อวัน และแม้ว่าปัจจุบันจะกลับมาส่งออกได้โดยวิธีใช้ถังขนาด 227 ลิตร ทำเป็นถังน้ำมันรองรับน้ำมันที่ถ่ายลงจากรถบรรทุก และใช้แรงดันส่งเข้าท่อข้ามไปแทน จากเดิมที่ถ่ายจากรถบรรทุกส่งผ่านท่อได้ทันทีแต่ปริมาณการขายยังไม่กลับมา โดยขณะนี้อยู่ที่เพียง 8 แสนลิตรต่อวันเท่านั้น จากเดิมอยู่ที่ 2 ล้านลิตรต่อวันเนื่องจากางฝั่งลูกค้าไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถส่งน้ำมันได้อย่างคงที จึงหันไปซื้อที่อื่นมาเสริมแทน

พล.อ.สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กรณีปัญหาการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังเมียนมา โดยใช้วิธีข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา น่าจะได้ข้อสรุปภายใน 6 เดือน ขณะนี้ต้องผ่อนผันให้ตั้งปั๊มประเภท ง.ใน 3 ท่าไปก่อน จนกว่ากระทรวงการต่างประเทศจะได้ประสานกับรัฐบาลเมียนมา ให้รถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถวิ่งข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ผ่านจุดผ่านแดนถาวรได้เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้า ณ จุดผ่านแดนถาวรอื่น ๆ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถรองรับรถขนส่งน้ำมันได้อย่างเพียงพอ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการน้ำมันจำนวน 19 ราย มียอดส่งออกน้ำมันชายแดนไปยังเมียนมาอยู่ที่ 249 ล้านลิตรต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 3,000 ล้านบาทต่อปี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 – 7 ธันวาคม 2559

เบสท์รินพร้อมจ่ายภาษีนำเข้ารถเอ็นจีวี....


 
นายคณิสสร์ ศรีวชิรประภา ประธานบริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรอกรมศุลกากรของไทยประสานไปยังกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของประเทศมาเลเซีย เพื่อตรวจสอบเอกสารใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (From D)ที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวีนำมาแสดงว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเอกสารจริงก็ไม่มีปัญหาใดๆ บริษัทจะสามารถนำรถออกจากท่าเรือได้ตามปกติ
 
แต่หากผลพิสูจน์พบว่าเอกสารฟร์อม ดี เป็นของปลอมและกรมศุลกากรไทยต้องการจะเรียกเก็บภาษีจากบริษัทเพิ่มเติม 40% มูลค่าทั้งสิ้น 1.396 พันล้านบาท (คันละ 2.8ล้านบาทจำนวน 489 คัน)ทางเบสท์รินก็พร้อมที่จ่ายจะภาษีตามกฎหมาย  แต่บริษัทฯ จะไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการต้องเสียภาษีเพิ่มเติมจากบริษัท อาร์ แอนด์ เอ คอมเมอเชียล วีฮีเคลส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี  ซึ่งโรงงานผลิตและประกอบรถเมล์ในประเทศมาเลเซีย ในข้อหาที่นำเอกสาร From D ปลอมมาให้บริษัทใช้ในการขอยกเว้นภาษีนำเข้ารถเมล์เอ็นจีวีจากรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าจะไม่เสียค่าปรับจำนวนอีกนับพันล้านบาทให้กับกรมศุลกากรไทยเนื่องจากบริษัทของตนมิใช่ผู้ออกเอกสารเพื่อเลี่ยงภาษีแต่เป็นทางฝั่งเอกชนมาเลเซีย
 
นายคณิสสร์ ศรีวชิรประภา กล่าวต่อว่า ทมั่นใจว่าทางการมาเลเซียออกเอกสารดังกล่าวด้วยความโปร่งใสเนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสามารถทางด้านการประกอบยานยนต์อยู่แล้ว แม้ว่าสัดส่วนการใช้ local content จะสูงถึงร้อยละ 90 แตกต่างจากการผลิตสินค้าอื่นๆที่ local content อยู่ที่เพียงร้อยละ 40 ขณะนี้อยากให้กรมศุลกากรเร่งหาทางออกเพื่อไม่ให้กระทบแผนการส่งมอบรถที่ได้ตกลงไว้ เนื่องจากการกักรถล็อตแรกเอาไว้ทำให้รถล็อตที่สองไม่สามารถขนส่งเข้ามายังประเทศไทยได้ แต่ทั้งนี้ยังมั่นใจและพร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการในอนาคตกับขสมก.ต่อไปโดยเฉพาะการเข้าร่วมประมูลรถเมล์ไฟฟ้า แม้ว่าจะมีปัญหากับทางกรมศุลกากรเนื่องจากบริษัทของตนมีความเป็นมืออาชีพดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
 
“เรื่องที่กรมศุลฯ มีการตรวจสอบเลขตู้คอนเทนเนอร์ว่าเป็นตู้ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน แต่พักไว้ที่มาเลเซียก่อนส่งมาประเทศไทยนั้น ผมไม่ทราบรายละเอียดเพราะเบสท์รินเป็นเพียงผู้จัดซื้อ ไม่ใช่ผู้ผลิตรถ โดยเราขอยืนยันว่าเราได้จัดซื้อรถล็อตนี้จากบริษัท อาร์ แอนด์ เอฯ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถที่ตั้งอยู่ในมาเลเซีย ไม่ได้ซื้อรถจากประเทศจีน ซึ่งตอนที่ซื้อบริษัท อาร์ แอนด์ เอฯ ก็ยืนยันว่า รถที่ขายให้มีชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศมาเลเซียมากกว่า 40% แน่นอน โดยนำ From D ที่ออกโดยรัฐบาลมาเลเซียมายืนยัน” นายคณิสสร์ กล่าว
 
 
 นายสมศักดิ์  ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม  กล่าวถึงปัญหาการรับมอบรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า ทางกรมศุลกากรระบุว่าอยู่ระหว่างการตวรจสอบกรณีหลีกเลี่ยงภาษี  ส่งผลให้รถล็อตแรกยังไม่สามารถตรวจรับและออกจากพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังได้  โดยยอมรับว่านายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม มีความกังวลว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเปิดตัววันที่  21  ธันวาคมนี้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี จะร่วมเปิดตัวทั้งรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน และรถไฟขบวนใหม่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย  (รฟท.) แต่ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องของเอกชนที่เป็นที่ผู้ชนะการประมูลจะต้องไปแก้ปัญหาให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหานี้ไม่เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม และ ขสมก.เพราะ ในส่วนของ ขสมก.เป็นเพียงคู่สัญญาภาครัฐที่ได้รับมอบรถตามกำหนดเวลา
 
ด้านนายสนิท พรหมวงษ์  อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า  ในส่วนของกรมการขนส่งทางบกจะเป็นผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนรถเมล์เอ็นจีวี 489  คันเท่านั้นหากออกจากกรมศุลากร ในเบื้องต้น ขสมก.ได้ประสานงานมายัง ขบ. แล้วในส่วนของการเตรียมเอกสารจดทะเบียน ซึ่งความรับผิดชอบขนส่งทางบกจะพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมถึงการติดตั้งระบบจีพีเอสของรถเมล์ทั้งหมด และเอกสารต่าง ๆ จากกรมศุลกากร  หากเอกสารทั้งหมดพร้อมเชื่อว่าการจดทะเบียนจะเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายบริหาร ขสมก.อยู่ระหว่างประชุมหารือ เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวกับเอกชนผู้ชนะการประมูล  ในส่วนของ ขสมก.ประเมินว่าหากการส่งมอบรถออกจากท่าเรือแหลมฉบับสามารถดำเนินการได้ภายใน 2 วันข้างหน้า การเปิดตัวรถวันที่ 21  ธันวาคมจะยังสามารถดำเนินการได้ตามนโยบายรัฐบาลตั้งเป้าหมาย

 อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/biz/news/469147

ขนส่งจังหวัดลำปางพร้อมอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ช่วงเทศกาล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2560

ขนส่งจังหวัดลำปางพร้อมอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ช่วงเทศกาล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2560 บริการประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งขาขึ้น และ ขาล่อง เน้นสภาพรถมั่นคงปลอดภัย พนักงานขับรถแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ และห้ามใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด พบฝ่าฝืนลงโทษหนักทุกกรณี
 
นายโสภณ พิทักษ์สาลี ขนส่งจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ในการเดินทางของประชาชนอย่างใกล้ชิด มาง สำนักงานขนส่ง จ.ลำปาง ได้ จัดเตรียมรถโดยสารประจำทาง และรถโดยสารไม่ประจำทาง ให้เพียงพอกับความต้องการประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2560 ที่จะมาถึง กรณีต้องการนำรถโดยสารไม่ประจำทางมาให้บริการเสริมในช่วงเทศกาล ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานขนส่งจังหวัดเป็นรายกรณี และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ ห้ามคิดอัตราค่าโดยสารเกิน และต้องส่งผู้โดยสารถึงที่หมายด้วยความสะดวกและปลอดภัย
โดยทางสำนักงานส่ง จ .ลำปาง ได้ สั่งเสริมรถโดยสาร จำนวน 20 เที่ยว ต่อวัน เพื่อให้บริการ ประชาชน และ นักท่องเที่ยว ตลอดช่วงวันหยุดยาว ทั้งนี้ หากประชาชน หรือ ผู้โดยสารพบรถโดยสารที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย หรือพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท สามารถแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 


ข่าวโดย : ปัณธวัฒน์ ทวีพรจิรภาคย์
หน่วยงาน : สวท.ลำปาง 

ชี้เมล์NGV ผลงานโกงข้ามภพชาติ โชคดีได้ขรก.ดีช่วยสกัด

นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงโครงการรถเมล์เอ็นจีวีว่า โครงการรถบัสใช้แก๊ส ngv เป็นโครงการโกงข้ามภพข้ามชาติ ดังนี้คือ

1.โครงการนี้เริ่มต้น ในรัฐบาลไทยรักไทย ตั้งโครงการซื้อรถ ที่มีราคาทุนจากโรงงานในเมืองจีนแค่ 2 ล้านบาทเศษ แต่จะซื้อกันถึง 17 ล้านบาท แต่ไม่ทันซื้อ ก็ถูกปฏิวัติ

2.ในรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ ก็มีไอ้โม่งแอบดันโครงการนี้อีก แต่ถูกพลเอกสุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรี สั่งระงับโครงการ

3.ในรัฐบาลนายสมัคร ก็มีการเดินหน้าโครงการนี้ แต่นายสมัครเป็นนกรู้ เตะโครงการออกนอกสนาม

4.มาถึงรัฐบาลนายสมชาย ก็มีคนเดินหน้าโครงการนี้อีก แต่ถูกภาคประชาชนและสื่อ แฉไม่เว้นแต่ละวัน จึงต้องชะงักไว้

5.มาถึงรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ ก็ยังคงมีคนขับเคลื่อนโครงการนี้ แต่นายสุเทพ รองนายก ไม่เล่นด้วยจึงชะงักอีก

6.มาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็มีคนพยายาม เดินหน้าโครงการนี้อีก แต่ราคาลดลง ถึงกระนั้นก็ไม่สำเร็จ เพราะสื่อมวลชนและภาคประชาชนจับจ้อง

7.เวรกรรมมาตกลงในรัฐบาลนี้ เพราะความขาดแคลนรถขนส่งมวลชน เข้าขั้นวิกฤต ประชาชนเดือดร้อนไม่มีรถนั่ง รัฐบาลจึงต้องรีบจัดหา เพื่อช่วยประชาชน จึงเข้าทาง

แต่เพราะรัฐบาลมีภูมิคุ้มกันดี คนดีคนรักชาติ อยู่ในอำนาจมากขึ้น เจ้าหน้าที่ศุลกากร ซึ่งเคยเข้าร่วมชุมนุมกับ กปปส. พบพิรุธ และในที่สุด ก็เกิดการกักรถไว้ เพื่อตรวจสอบแหล่งผลิตว่าผลิตในจีน ดังที่เป็นข่าวต่อเนื่องมานาน ซึ่งต้องเสียภาษี หรือว่าผลิตในมาเลเซีย ตามที่มีการสำแดงขอนำเข้า โดยไม่ต้องเสียภาษี

นับเป็นโชคดีของรัฐบาล เพราะถ้าหาก มั่วๆผ่านออกมา แล้วรัฐบาลไปเปิดการเดินรถ แล้วใครแฉเรื่องนี้ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต แต่โชคดีที่รัฐบาลนี้มีคนดี มีของดี คุ้มกันจึงแคล้วคลาดดังที่เป็นข่าวนั่นแล

'เจ้าคุณธงชัย' ปลุกเสกป้ายทะเบียนสวย หมวด '4 กก' ก่อนเปิดประมูลปีหน้า

ขนส่งทางบก นำแผ่นป้ายทะเบียนรถสวย หมวด “4 กก” เข้าทำพิธีเสริมมงคลต้อนรับปีไก่ กับ “ท่านเจ้าคุณธงชัย” ก่อนเปิดประมูล 4-5 ก.พ.60 พร้อมนำรายได้ทั้งหมดช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากการใช้รถใช้ถนน …

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา พระมหามังคลาจารย์ (ท่านเจ้าคุณธงชัย) เป็นประธานในพิธีเสริมบารมีและเพิ่มความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นป้ายทะเบียนรถเลขสวยของกรุงเทพมหานคร หมวดอักษร 4 กก จำนวน 301 หมายเลข ณ พระมหามณฑป พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ชั้น 4 วัดไตรมิตรวิทยาราม โดยกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก เตรียมนำออกประมูลในวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2560 ณ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร อาคาร 6 ชั้น 7 รายได้จากการประมูล จะนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อนำมาใช้รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการขับขี่ที่ปลอดภัย และช่วยเหลือผู้พิการที่ประสบภัยทางถนน ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อการยังชีพแก่ผู้พิการด้วย จึงนับว่าผู้ประมูลทะเบียนรถเลขสวย เป็นผู้มีส่วนร่วมทำบุญช่วยเหลือสังคม และร่วมรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย
 

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก นำแผ่นป้ายทะเบียนรถเลขสวยของกรุงเทพมหานคร หมวด 4 กก “4 ไก่คู่มหามงคล ร่ำรวย บารมี โชคดี ปลอดภัย” เข้าทำพิธีเพื่อเป็นการเสริมมงคลต้อนรับปีไก่แก่ผู้ร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวย ในหมวดนี้ เพราะนับเป็นการประมูลหมวดอักษรเบิ้ล ที่ตรงกับปีนักษัตร คือหมวด 4 กก ซึ่งปี 2560 เป็นปีไก่ จึงนับเป็นโอกาสดีของผู้นิยมทะเบียนรถเลขสวยหมวดอักษรเบิ้ล โดยหมายเลขทะเบียนเลขสวย ถือเป็นกรรมสิทธิ์และเป็นสมบัติที่สามารถใช้มอบเป็นของขวัญ โอน เปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ได้

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าประมูลทะเบียนรถเลขสวยของกรุงเทพมหานคร สามารถประมูลได้ด้วยตนเอง ณ ห้องประชุมอาคาร 6 ชั้น 7 กรมการขนส่งทางบก มอบอำนาจให้ผู้อื่นมาประมูลแทนหรือประมูลผ่านทางโทรศัพท์ และผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่ www.tabienrod.com หรือจะกำหนดราคาขั้นสูง หรือ Maximum Bid ไว้ ซึ่งผู้ประมูลจะเข้าไปเสนอราคาสูงสุดที่คิดว่าตนเองรับได้ไว้ล่วงหน้า และระบบจะดำเนินการประมูลและเพิ่มราคาไปตามลำดับราคาที่เพิ่มขึ้นของแต่ละกลุ่มหมายเลข จนกว่าจะไม่มีผู้ประมูลรายอื่นเสนอราคาสูงกว่า หรือถึงราคาสูงสุดที่ผู้ประมูลตั้งราคาไว้ หากไม่มีผู้เสนอราคาสูงกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ประมูลตั้งราคาไว้ จะถือว่าผู้ประมูลแบบเสนอราคาล่วงหน้าเป็นผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถนั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก อาคาร 2 ชั้น 5 โทรศัพท์ 0-2272-5937 หรือ Call Center 1584

TPARK เปิดตัวโครงการ TPARK ลำพูน ทุ่มงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ขยายพื้นที่คลังสินค้าเพื่อการอุตสาหกรรมกว่า 97,860 ตรม. บนพื้นที่ 140 ไร่ รองรับการเติบโตด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคเหนือ

กรุงเทพฯ–24 พ.ย.–พีอาร์ดีดี
TPARK เดินหน้าขยายโลจิสติกส์พาร์คต่อเนื่อง เปิดตัวโครงการ TPARK ลำพูน ตั้งเป้าพัฒนาคลังสินค้าคุณภาพสูงพร้อมใช้ พื้นที่ให้เช่ารวม 97,860 ตารางเมตร บนพื้นที่ 140 ไร่ ใช้งบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในปี 2561 หวังรองรับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าวัสดุก่อสร้าง และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่กำลังบูมในพื้นที่ภาคเหนือ ย้ำมั่นใจพื้นที่ลำพูนมีศักยภาพในการเติบโตของอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์สูง และดึงดูดเม็ดเงินจากจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทไทคอน ผู้นำด้านการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าคุณภาพสูงพร้อมใช้เพื่อให้เช่ารายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า "กลุ่มไทคอน ได้เล็งเห็นสัญญาณการขยายตัวในเชิงบวกของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในภาคเหนือมาเป็นระยะ เนื่องจากปัจจุบันภาคเหนือมีความสำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย โดยวัดจากดัชนีชี้วัดมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของสินค้าและบริการ (Gross Regional Products หรือ GRP) ของภาคเหนือที่มีการเติบโตมาโดยตลอด สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจอุปโภคบริโภค ค้าส่งและค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (Greater Mekong Sub-regional Economic Cooperation : GMS-EC) ได้แก่ ประเทศกัมพูชา จีน พม่า ลาว เวียดนาม และไทย ด้วยเหตุนี้ ทำให้ภาคเหนือมีความน่าสนใจในการลงทุน และเหมาะในการจัดตั้งเป็นศูนย์กระจายสินค้า ดังนั้น กลุ่มไทคอนจึงได้เริ่มทำการศึกษาศักยภาพของทำเลยุทธศาสตร์ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนจนตัดสินใจซื้อที่ดิน 140 ไร่ ในจังหวัดลำพูน เพื่อนำมาพัฒนาโครงการโลจิสติกส์พาร์ค TPARK ลำพูน ในปี 2557 เนื่องจากเป็นทำเลศักยภาพที่สามารถรองรับการเติบโตของโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ (ลำพูน) 1 และ 2 รวมถึงเป็นถนนสายหลักในการคมนาคมและกระจายสินค้าที่สะดวกและรวดเร็วครอบคลุมจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเหมาะสำหรับการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าทางภาคเหนือได้อย่างมีศักยภาพ ตลอดจนยังสะดวกต่อการกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาร์ ลาว และตอนใต้ของประเทศจีน เป็นต้น

ทั้งนี้ กลุ่มไทคอนยังมีแผนการขยายการลงทุนด้านโรงงานและคลังสินค้าเพื่อการอุตสาหกรรมทางภาคเหนือเพิ่มขึ้นอีก หากการตอบรับของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการด้านโลจิสติกส์เป็นไปด้วยดี และมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าหากพิจารณาจากปัจจัยบวกในด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อย่างเต็มที่ของภาครัฐ และความร่วมมือในกลุ่มอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็เห็นสัญญาณการเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำพูนแห่งนี้แล้ว จึงมั่นใจว่า TPARK ลำพูนแห่งนี้จะเติบโตตามแผนการลงทุนของกลุ่มไทคอนอย่างแน่นอน"

ด้านนายแทน จิตะพันธ์กุล ผู้จัดการทั่วไป TPARK หรือ บริษัท ไทคอน โลจิสติคส์ พาร์ค จำกัด กล่าวว่า "โครงการ TPARK ลำพูน ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเปิดให้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2559 โดยใช้งบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการบนพื้นที่ 140 ไร่ และตั้งเป้าจะสร้างคลังสินค้าพื้นที่รวม 97,860 ตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2561 โดยจะมีคลังสินค้าคุณภาพสูงพร้อมใช้ ขนาดตั้งแต่ 840 – 2,291 ตารางเมตร โดยมุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค โมเดิร์นเทรด สินค้าวัสดุก่อสร้าง และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่กำลังบูมในพื้นที่ภาคเหนือ โดยปัจจุบันมีลูกค้าเข้าเริ่มดำเนินงานภายในคลังสินค้าในโครงการ TPARK ลำพูน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีลูกค้าหลายรายให้ความสนใจเข้าชมโครงการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการแห่งนี้อยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในภาคเหนือ รองรับการผลิตสินค้าของโรงงานทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์

สำหรับจุดเด่นของโครงการ TPARK ลำพูน คือ ทำเลยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนทางหลวงไฮท์เวย์หมายเลข 11 สายเชียงใหม่-ลำปาง ตั้งอยู่ห่างจากถนนวงแหวนรอบ 3 ของจังหวัดเชียงใหม่เพียง 10 กิโลเมตร ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ (ลำพูน) 1 และ 2 และ สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ (ลำพูน) รวมถึงโรงงานในบริเวณใกล้เคียง ยิ่งไปกว่านี้ ที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้กับสนามบินเชียงใหม่ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้โครงการ TPARK ลำพูน เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าของธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจบริการด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนรองรับกิจกรรมของอุตสาหกรรมในภาคเหนือได้เป็นอย่างดี

จุดเด่นประการที่สอง คือ คลังสินค้าคุณภาพสูงพร้อมใช้ หรือ Ready Built Warehouses (RBWs) ซึ่งเป็นการพัฒนาคลังสินค้าล่วงหน้าไว้รองรับความต้องการของลูกค้า บริการนี้ถือเป็นจุดเด่นให้กับ TPARK โดยลูกค้าสามารถเลือกคลังสินค้าคุณภาพสูงที่มีขนาดเหมาะสมกับการใช้งาน และเข้าดำเนินงานได้ทันที อีกทั้ง คลังสินค้าได้ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความเหมาะสมในการใช้งานเป็นหลัก และเน้นที่คุณภาพของการก่อสร้างอาคารให้ได้มาตรฐานระดับสากล นอกจากนี้ ยังจัดให้มีระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่จำเป็นภายในเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ (Logistics Park) พร้อมจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำการโครงการเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิด

"การขยายธุรกิจคลังสินค้าคุณภาพสูงพร้อมใช้ไปยังภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย นอกจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่กำลังขยายตัวไปยังภาคต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว TPARK ยังคาดหวังว่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการยกระดับการให้บริการด้านคลังสินค้าที่มีอยู่แล้วในแต่ละพื้นที่ไปสู่ระดับมาตรฐานสากลที่ทัดเทียมกับนานาประเทศ เช่นเดียวกับมาตรฐานคุณภาพคลังสินค้าและการให้บริการระดับ World Class ของ TPARK ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอีกทางหนึ่ง" นายแทน กล่าวสรุป

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2556772