Daily Archives: 25/03/2017

จับนักค้ายาขนส่งทางไปรษณีย์ยึดกว่า3แสนเม็ด

ตำรวจนครบาลขยายผลจับเครือข่ายค้ายาเสพติดขนส่งทางไปรษณีย์ ยึดของกลาง ยาบ้า 3 แสนเม็ด สารภาพทำมานานกว่า 1ปี

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมชุดสืบสวนนครบาล แถลงจับกุม นายนราวิชญ์ หรือเอ พุทธิวัย อายุ 34 ปี / น.ส.พัชรินทร์ หรือต้า คำปวง อายุ 27 ปี น.ส.มะลิวัลย์ หรือกิ๊ฟ กฤษณกาฬ อายุ 28 ปี พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ทั้งหมดประมาณ 300,000 เม็ด รถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นยาริส สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน 2กช-1676 กทม. ที่นำมาใช้ขนยาเสพติด และโทรศัพท์มือถืออีก 2 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่บริเวณหน้าไปรษณีย์โพธาราม ต.โพธาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี 

การจับกุมสืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมาตำรวจจับกุม นายสยุมพร หรือตึ๋ง วังวนสินธุ์ พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 298,000 เม็ดยาไอซ์ จำนวน 2.3 กิโลกรัมยาเค หรือ เคตามีน จำนวน 1 กิโลกรัม จึงขยายผลการสืบสวนทราบว่าจะมีการส่งยาบ้า มาที่ไปรษณีย์โพธาราม รวมประมาณ 300,000 เม็ด โดยส่งมาจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ต่อมาจึงได้ทำการสืบสวนจับกุมพบผู้ต้องสงสัยมีรูปพรรณ สัณฐานตามที่ได้รับแจ้งจึงแสดงตัวเข้าจับกุม พร้อมยึดของกลางจำนวนดังกล่าว 

จากการสอบสวน นายนราวิชญ์ ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจาก นายบอส ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริงให้ไปรับของตามจุดต่างๆ ทำมาแล้ว 9 -10 ครั้ง นานกว่า 1 ปี จากนั้นจะนำยาที่ได้ไปส่งตามจุดต่างๆ ใน จ.ราชบุรี นครปฐม กรุงเทพมหานคร ได้ค่าจ้างครั้งละ 20,000 บาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายจากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาไปทำการลงประจำวันที่ สภ.โพธาราม และได้ทำการรับตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

บิ๊กตู่ใช้ ม.44 สั่งผู้โดยสารรถยนต์ต้องรัดเข็มขัดนิรภัย -ไม่จ่ายค่าปรับ โดนฟ้องศาล

วันที่ 21 มีนาคม ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก โดยที่ปัจจุบันมีผู้ขับขี่รถหรือเจ้าของรถที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกจํานวนมาก โดยมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงและเพิกเฉยต่อการบังคับใช้ทางกฎหมาย ซ้ำยังปรากฏว่ามีการกระทําความผิดดังกล่าวซ้ำอีกในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน จึงจําเป็นต้องปรับปรุงกลไกและกําหนดมาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย อันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูประบบการคมนาคมขนส่งและความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“เจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายใต้การควบคุมดูแลของบุคคลดังกล่าว มีอํานาจเคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือจอดอยู่อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถดังกล่าวได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด การเคลื่อนย้ายรถหรือใช้เครื่องมือบังคับให้รถที่หยุดหรือจอดอยู่ไม่ให้เคลื่อนย้ายได้ตามวรรคสอง เจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องรับผิดสําหรับความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรานี้ เว้นแต่ความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นจากการกระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ต้องชําระค่าใช้จ่ายในการที่รถถูกเคลื่อนย้ายหรือการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้าย ตลอดจนค่าดูแลรักษารถระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตามอัตราที่กําหนดในกฎกระทรวง”

ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2538 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย”

ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 141 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 141/1 ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้

(1) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตําแหน่งตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปมีหนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามใบสั่งและจํานวนค่าปรับที่ค้างชําระให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกําหนดชําระค่าปรับตามที่ระบุในใบสั่ง และให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทําการชําระค่าปรับที่ค้างชําระด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 141 ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทําเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถ แล้วแต่กรณี ณ ภูมิลําเนาของผู้นั้น ทั้งนี้ ตามแบบที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด และให้ถือว่าผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้รับแจ้งเมื่อพ้นกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่ง

(2) ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถคันใดไม่ชําระค่าปรับตาม (1) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งจํานวนค่าปรับที่ค้างชําระพร้อมหลักฐานตาม (1) ไปยังนายทะเบียน และให้นายทะเบียนตรวจสอบข้อมูลและแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นทราบ เพื่อไปชําระค่าปรับที่ค้างชําระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าผู้มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปีเป็นเพียงตัวแทนเจ้าของรถ ให้ผู้มาติดต่อแจ้งให้เจ้าของรถทราบเพื่อไปชําระค่าปรับภายในระยะเวลาดังกล่าว ในการนี้ให้นายทะเบียนรับชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นไว้โดยออกหลักฐานชั่วคราวแทนการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถแทน หลักฐานชั่วคราวตามวรรคหนึ่งให้ใช้แทนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีโดยให้มีอายุสามสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนได้ออกให้

(ข) ในกรณีที่เจ้าของรถได้ชําระค่าปรับที่ค้างชําระครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่กําหนด ใน (ก) ให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถนําหลักฐานแสดงการชําระค่าปรับที่ได้รับจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มาแสดงต่อนายทะเบียนเพื่อให้ออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้น

(ค) ในกรณีที่เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถที่ได้รับหนังสือแจ้งตาม (ก) ประสงค์จะชําระค่าปรับในวันที่มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปี ให้นายทะเบียนมีอํานาจรับชําระค่าปรับตามจํานวนที่ค้างชําระแทนได้ โดยให้นายทะเบียนรับชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นและออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถ
(ง) ในกรณีที่เจ้าของรถไม่ชําระค่าปรับที่ค้างชําระหรือชําระไม่ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กําหนดใน (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้น และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจต่อไป ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้ใดเห็นว่า ตนมิได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถนั้น ให้ทําหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหานั้นภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนตาม (ก) ส่งไปยังสถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่ที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ การทําหนังสือโต้แย้งให้ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะกําหนดวิธีการอื่นใดด้วยก็ได้

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรได้รับหนังสือโต้แย้งตามวรรคสอง หากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรยังคงยืนยันและเห็นสมควรดําเนินคดีต่อผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้นั้น ให้ส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดําเนินการฟ้องต่อศาลต่อไป แล้วแจ้งผลให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบ เมื่อได้มีการชําระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้ว ให้คดีเป็นอันเลิกกัน และในกรณีที่มีการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ให้ผู้ขับขี่นําหลักฐานการชําระค่าปรับไปขอรับใบอนุญาตขับขี่คืนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เรียกเก็บ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่คืน ให้ถือว่าหลักฐานแสดงการชําระค่าปรับเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่มีกําหนดสิบวันนับแต่วันที่ชําระค่าปรับ การรับชําระและการนําส่งเงินค่าปรับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกําหนด

เงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง (2) (ก) ให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บหรือค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานในอัตราร้อยละห้าของจํานวนเงินที่ได้รับ โดยให้นําไปใช้จ่ายได้เช่นเดียวกับเงินงบประมาณตามระเบียบที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกําหนด ส่วนเงินที่เหลือให้นําส่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ การดําเนินการใดๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามมาตรานี้ สามารถใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใดตามที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกําหนด”

ข้อ 4 บทบัญญัติในมาตรา 141/1 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งนี้ มิให้ใช้บังคับกับใบสั่งที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกให้ ก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ โดยให้นําบทบัญญัติในมาตรา 141 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับกับใบสั่งดังกล่าว

ข้อ 5 ในกรณีเห็นสมควรนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

ข้อ 6 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 21 มีนาคม พุทธศักราช 2560

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

แก้ไขอูเบอร์แท็กซี่ป้ายดำ ต้องยึดประชาชนเป็นหลัก

ความพยายามแก้ไขปัญหา "อูเบอร์" แท็กซี่ป้ายดำ จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก บริษัทอูเบอร์ เจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 11 และสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ เพื่อแก้ปัญหาการให้บริการผิดกฎหมาย มีการนำรถส่วนบุคคลหรือรถป้ายดำมาวิ่งให้บริการเป็นรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งดูเหมือนผลการประชุมหารือตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา จะกลายเป็นเรื่องต่างฝ่ายต่างทำ ต่างฝ่ายต่างยึดตัวเองเป็นหลัก ไม่ได้มีการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยยึดประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นหลัก

ฝ่ายกระทรวงคมนาคมยอมรับการนำระบบบริการร่วมเดินทาง หรือ Ridesharing เป็นรูปแบบใหม่ของการเดินทางของอูเบอร์ที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้บนสมาร์ทโฟนมาให้บริการแท็กซี่ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่รองรับระบบดังกล่าว จึงจะใช้เวลาในการศึกษาและสรุปผลได้ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี พร้อมทั้งระบุระหว่างที่กำลังศึกษาความเหมาะสม จะขอความร่วมมือให้อูเบอร์ยุติการให้บริการไปก่อน

ฝ่ายบริษัทอูเบอร์ยืนยันที่จะเดินหน้าให้บริการต่อไป ด้วยข้ออ้างบริการของอูเบอร์ไม่ได้ผิดกฎหมาย เพียงแต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับระบบบริการร่วมเดินทางของอูเบอร์มากกว่า ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีกฎหมายรองรับและสามารถให้บริการได้

ฝ่ายกรมการขนส่งบอกเมื่ออูเบอร์ยืนยันว่าจะยังไม่หยุดให้บริการ ทางคณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ ซึ่งมีทั้งทหาร ตำรวจ และกรมการขนส่งก็คงจะต้องดำเนินให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะการจับปรับตามที่มีการร้องเรียน เพราะกรมการขนส่งถือว่าการให้บริการดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ฝ่ายสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ ก็ยืนกรานเมื่ออูเบอร์ยังไม่หยุดให้บริการจะหารือกับคณะกรรมการจัดระเบียบ ซึ่งมีทั้งทหารและตำรวจ เพื่อขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมกับเสนอให้ใช้มาตรา 44 เพื่อสั่งให้รถผิดกฎหมายเหล่านี้หยุดวิ่งให้บริการทันที

แต่ดูเหมือนไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะหันมามองให้ความสำคัญประโยชน์ของประชาชน ทั้งๆ ที่บริการอูเบอร์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ เกิดขึ้นจากความเบื่อหน่ายการให้บริการขนส่งสาธารณะที่มีอยู่ไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะรถแท็กซี่ที่ให้บริการถูกต้องตามกฎหมาย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมามักเกิดปัญหาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้บริการแล้วไม่ยอมไปด้วยข้ออ้างรถติด ต้องไปเติมแก๊ส ต้องส่งกะ นานัปการแล้วแต่จะเอ่ยอ้าง หรือพฤติกรรม มารยาทต่างๆ ที่ให้บริการที่ไม่เหมาะไม่ควร

อย่างล่าสุดมีคลิปจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Pinpin Parinya เผยแพร่ความยาว 12 นาที เป็นเหตุการณ์บริเวณสวนจตุจักร ทางเข้าตลาดนัดเจเจกรีน มีคำบรรยายเสียงสตรีว่า “เรามาดูกันว่าจะต้องเรียกแท็กซี่กี่คันถึงจะได้ไป” พอเรียกคันแรกโดนปฏิเสธ คันที่สองถึงจะได้ไป ซึ่งเมื่อขึ้นรถแล้วหญิงที่อัดคลิปก็เล่าให้แท็กซี่ฟังว่า เมื่อวานเรียกเป็น 10 คัน ถึงจะได้ไป คนขับตอบว่า ก็หน้าตาขี้เหร่ไง เลยไม่มีใครรับ" ปรากฏชายที่ไปกับหญิงคนดังกล่าวเกิดความไม่พอใจ เอ่ยขึ้นว่า ทำไมต้องมาบอกคนอื่นหน้าตาไม่ดี ขณะที่ผู้หญิงบอกว่า "พี่ แท็กซี่เขาพูดเล่น อย่าไปใส่ใจเลย" แต่ฝ่ายชายยังแสดงความไม่พอใจ คนขับแท็กซี่จึงบอก งั้นก็ลงจากรถไป หญิงชายคู่นี้จึงลงจากรถ และเหตุการณ์กลับไม่จบลงแค่นี้ ระหว่างที่ผู้โดยสารเดินไปเรียกแท็กซี่คันอื่น คนขับรถคันดังกล่าวได้ลงจากรถท้าต่อยกับชายแฟนหญิงที่ถ่ายคลิป จากนั้นทั้งคู่ก็สาวหมัดใส่กันก่อนที่จะมีคนห้ามและแยกย้ายกันไป

กระทั้งกรมการขนส่งทางบกตรวจสอบเรียกผู้ขับรถแท็กซี่มาลงโทษตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ฐานความผิดแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ มาตรา 57 ฉ ประกอบมาตรา 66/2 และในฐานความผิดไม่ส่งผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางตามที่ตกลง มาตรา 57 เบญจ ประกอบ 66/2 เปรียบเทียบปรับในอัตราสูงสุดเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท และอบรมเรื่องกฎระเบียบในการให้บริการที่ดีเป็นเวลา 3 ชั่วโมง

แนวทางที่ควรดำเนินการคือการให้ความสำคัญกับประชาชนผู้ให้บริการ คือ กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่ง ในฐานะหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องเร่งนำอูเบอร์เข้ามาสู่การบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ใช้เวลาการดำเนินการเนิ่นนานถึงครึ่งปีหรือหนึ่งปี แล้วมาบอกถ้าพบอูเบอร์ป้ายดำมาให้บริการก็จับกุมดำเนินคดี ถามว่าถ้าไม่พบใครจะให้ความมั่นใจประชาชนที่ใช้บริการในเรื่องความปลอดภัย หากเกิดเหตุใดๆ ขึ้นมา แม้จริงอยู่อาจจะโต้แย้งถ้าประชาชนไม่มั่นใจความปลอดภัยในการให้บริการอูเบอร์ ก็ไม่ต้องใช้บริการ ก็ต้องย้อนถามว่า แล้วการบริการที่มีอยู่ไม่คิดปรับ ไม่คิดพัฒนา ไม่คิดเปลี่ยนแปลงเลยหรือไร จะให้ประชาชนต้องทนใช้บริการแบบต้องวัดใจ ต้องอ้อนวอนร้องขอให้ช่วยไปส่งกันอีกนานขนาดไหน

ดังนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ปัญหา กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่ง ต้องเร่งจัดระเบียบรถอูเบอร์ให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก ไม่ใช่ใช้เวลานานเป็นปีๆ บริษัทอูเบอร์เมื่อผิดก็ต้องยอมหยุดต้องยอมรอเวลาให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่าอาศัยช่องวาง ช่องโหว่ทางกฎหมายมาหาประโยชน์แบบดื้อตาใส แบบศรีธนญชัย ผู้ประกอบการรถแท็กซี่ก็ต้องพัฒนาปรับปรุงการให้บริการ ไม่ใช่อ้างส่งรถ แก๊สหมด รถติด เลยไม่รับผู้โดยสาร หากร่วมมือร่วมใจแก้ปัญหากันได้ นั่นจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง.

รถบรรทุกท่อนไม้ยางพาราที่สงขลาวิ่งเย้ยกฎหมาย ไม่คลุมผ้าใบขณะขนส่งโรงงาน

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ – รถบรรทุกท่อนไม้ยางพาราที่สงขลายังคงวิ่งเย้ยกฎหมาย ไม่คลุมผ้าใบในขณะขนย้ายไปส่งโรงงาน 
       
       วันนี้ (22 มี.ค.) ที่บริเวณถนนกาญจนวานิช บ้านทุ่งลุง ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวมีรถบรรทุกไม้ยางพารา ชนิด 10 ล้อ รถพ่วง และรถยนต์กระบะที่บรรทุกท่อนไม้ยางพารา และเศษไม้ยางพาราวิ่งบนถนนกาญจนวานิช เพื่อไปส่งให้แก่โรงงานในพื้นที่บ้านทุ่งลุง ขับบรรทุกท่อนไม้ยางพาราสูงกว่าหลังคารถ และไม่ใช้ผ้าใบคลุมไม้ที่บรรทุกมา โดยมีการนำเสนอข่าวไปแล้ว 2 ครั้งนั้น
       
       มาวันนี้บรรดารถบรรทุกท่อนไม้ยางพารา และเศษไม้ยางพารา ไปส่งยังโรงงานที่ต้องการท่อนไม้ยางพาราไปทำเฟอร์นิเจอร์ และทำเชื้อเพลิง โดยรถบรรทุกพ่วง รถบรรทุก 10 ล้อ และรถยนต์กระบะ ก็ยังบรรทุกท่อนไม้ยางพารา และเศษไม้ยางพาราวิ่งไปส่งโรงงานตามปกติ โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนดำเนินการให้รถบรรทุกเหล่านั้นให้ใช้ผ้าใบคลุมขณะขนท่อนไม้ยางพารา ปล่อยให้รถบรรทุกเหล่านั้นวิ่งบรรทุกท่อนไม้เย้ยกฎหมายทุกวัน
       
       หากปล่อยให้รถบรรทุกท่อนไม้บรรทุกท่อนไม้โดยไม่มีการคลุมผ้าใบ ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจากหากว่าท่อนไม้ตกหล่นลงมาผู้ขับรถจักรยานยนต์ และรถยนต์ตามหลังมาอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
         
 
รถบรรทุกท่อนไม้ยางพาราที่สงขลาวิ่งเย้ยกฎหมาย ไม่คลุมผ้าใบขณะขนส่งโรงงาน

        
 

รถบรรทุกท่อนไม้ยางพาราที่สงขลาวิ่งเย้ยกฎหมาย ไม่คลุมผ้าใบขณะขนส่งโรงงาน

        
 

รถบรรทุกท่อนไม้ยางพาราที่สงขลาวิ่งเย้ยกฎหมาย ไม่คลุมผ้าใบขณะขนส่งโรงงาน

        
 

รถบรรทุกท่อนไม้ยางพาราที่สงขลาวิ่งเย้ยกฎหมาย ไม่คลุมผ้าใบขณะขนส่งโรงงาน

        
 

รถบรรทุกท่อนไม้ยางพาราที่สงขลาวิ่งเย้ยกฎหมาย ไม่คลุมผ้าใบขณะขนส่งโรงงาน

        

ตร.ขีดเส้นตาย15วันจ่ายค่าปรับจราจรค้างชำระ

ตร.รับลูกม.44ขีดเส้นตาย15 วันจ่ายค่าปรับจราจร หลังพบตั้งแต่ก.ย.59-ปัจจุบันมีใบสั่งกว่า 6.8 แสนใบ จ่ายค่าปรับเพียงร้อยละ11เท่านั้น

 วันนี้(22มี.ค.60)พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงชี้แจงกรณีรัฐบาลมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2560 เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวานนี้ ว่ามี3เรื่องเร่งด่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมขนส่งทางบก จะดำเนินการร่วมกัน

 คือ1.กรณีจอดรถกีดขวางจราจร เจ้าหน้าที่จราจรมีอำนาจยกรถไปเก็บรักษาได้ทันที โดยเจ้าของรถจะต้องผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

 2.การบังคับใช้กฎหมายให้ผู้ขับขี่รถยนต์และผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นบังคับใช้กับรถใหม่ที่มีเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ส่วนกรณีรถกระบะ หรือรถโดยสารรุ่นเก่า กรมขนส่งทางบกอยู่ระหว่างพิจารณาเพื่อให้ทันบังคับใช้ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

 3.กรณีผู้ที่ถูกออกใบสั่งแต่ไม่ชำระค่าปรับ ซึ่งสถิติพบว่าตั้งแต่ 1 ก.ย.59 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ทำผิดกฎจราจร 680,000ใบ มีเพียง 11% ที่ไปชำระค่าปรับ มีถึง 86% ไม่ชำระค่าปรับ และ 2% แจ้งยกเลิกใบสั่ง โดยผู้ที่ถูกออกใบสั่งหลังมีคำสั่ง คสช.เมื่อวานนี้ จะต้องมาชำระค่าปรับภายใน 15 วัน หากยังไม่ชำระจะออกหนังสือเตือนให้มาชำระภายในเวลา 15 วัน หากไม่มาอีกก็จะมีการบันทึกข้อมูลส่งไปยังกรมการขนส่งเพื่อให้ระงับการต่อภาษีประจำปีชั่วคราว โดยจะต้องชำระค่าปรับก่อน ซึ่งก็เปิดโอกาสให้สามารถชำระได้ผ่านทางนายทะเบียนกรมขนส่งได้ทันที หรือเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย