Daily Archives: 16/03/2017

ยังไม่ใช้ปีนี้! “ขนส่ง” แจง “ขอใบขับขี่-เรียนขับรถ 15 ชม.” หลังถูกกระแสโซเชียลถล่มยับ

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม เวลา 15.30 น. ที่กระทรวงคมนาคม นายจิรุวัตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการและโฆษกกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก จัดแถลงข่าวกรณีที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติรับทราบร่างเงื่อนไขกฎกระทรวง 2 ฉบับ ซึ่งผู้ที่ขอออกใบขับขี่ใหม่จะต้องเข้ารับการอบรมจากโรงเรียนสอนขับรถจำนวน 15 ชั่วโมง

นายจิรุวัฒน์ เปิดเผยว่า เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องขอยืนยันว่ากฎกระทรวงดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ คาดว่าต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปีจึงจะแล้วเสร็จ เพราะทางกรมการขนส่งทางบกยังต้องพิจารณารายละเอียดปลีกย่อย และเตรียมความพร้อม เช่น หลักเกณฑ์และกฎหมายทั้งของกรมการขนส่งทางบกและกฤษฎีกา การรับรองมาตรฐานโรงเรียนสอนขับรถ ระบบโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียนสอนขับรถ เช่น สนาม อาคาร ระบบตรวจสอบการเข้าเรียนโดยการถ่ายคลิปวีดีโอ ตรวจลายนิ้วมือ การเชื่อมโยงระบบระหว่างโรงเรียนสอนขับรถและกรมการขนส่งทางบก เป็นต้น ดังนั้น ในขณะนี้การขอใบขับรถยังคงเป็นไปตามเดิม

ทั้งนี้ กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนความปลอดภัยของกระทรวงคมนาคม สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุมาจาก 3 ประเด็นคือ 1 สภาพถนน ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีแผนที่จะปรับปรุงถนนให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีการติดตั้งเครื่องหมายจราจร ดุจุดบอดของถนน 2.ความพร้อมของรถยนต์ ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกไปตรวจความพร้อมและสภาพรถของรถสาธารณะในทุกเรื่อง แผนบำรุงรักษารถ 3.ผู้ขับขี่รถยนต์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นการพัฒนาคนให้มีคุณภาพทางกระทรวงคมนาคมจึงมอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกไปหาแนวทางให้ความรู้และดูแล ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าไปให้ความรู้ในสถานศึกษา และการทบทวนกระบวนการออกใบอนุญาตขับรถเป็นกระบวนการหนึ่งที่พัฒนาคนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งการอบรม 15 ชั่วโมงแบ่งเป็นอบรมทฤษฎี 5 ชั่วโมง และปฏิบัติ 10 ชั่วโมง นั้นเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนตามปฏิญญามอสโกที่ทั่วโลกได้ใช้กัน

นายกมล กล่าวว่า จากประเด็นเรื่องราคาค่าอบรมการขับรถเรียนกับโรงเรียนสอนขับรถยนต์เอกชนนั้น ปัจจุบันทางกรมการขนส่งทางบกได้กำหนดอัตราเพดานสูงสุดที่ 6,000 บาท หากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้จริงทางกรมจะพิจารณาปรับลดราคาลง เพราะทางโรงเรียนจะมีผู้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับโรงเรียนสอนขับรถที่เป็นของกรมการขนส่งทางบกเองค่าเรียนต่อครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 650 บาท เพราะต้นทุนค่าใช้อาคารสถานที่บางส่วนเป็นของรัฐค่าเรียนจึงถูกกว่า แต่เนื่องจากโรงเรียนของกรมการขนส่งทางบกมีจำนวนเพียง 4 แห่ง คือ เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ กรุงเทพมหานคร(จตุจักร) ปทุมธานี(ลำลูกกา) และในอนาคตจะเปิดเพิ่มที่จังหวัดชลบุรีอีกหนึ่งแห่ง ทำให้ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ที่จะเข้ามาเรียน ซึ่งแต่ละปีจะมีประชาชนเข้ามาขอใบอนุญาตขับขี่ประมาณ 8-9 แสนคนต่อปี

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีจำนวนโรงเรียนสอนขับรถของเอกชนที่ได้รับการรับรองและใบอนุญาตแล้วทั้งสิ้น 95 แห่ง และอยู่ในระหว่างยื่นขอเข้ามาเพิ่มอีก 53 แห่งรวมเป็น 148 แห่ง ยอมรับว่าแม้จะมีโรงเรียนที่พร้อมดำเนินการจำนวนมากถึง 90 แห่ง แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด เหลืออีก 18 จังหวัดที่ยังไม่มีโรงเรียนสอนขับรถเอกชน ดังนั้น ทางกรมการขนส่งทางบกมีแผนที่จะตั้งหน่วยงานของกรมเข้าไปดำเนินการเอง นอกจากนี้ ยังได้รับการติดต่อจากสถาบันการศึกษาที่มีบุคลากรและองค์ความรู้ติดต่อเข้ามาเพื่อเป็นหนึ่งในช่องทางอบรมสอนขับรถด้วย

ที่มา  มติชนออนไลน์

“ผู้ว่าฯกทม. ตรวจความพร้อมและเปิดทดลองเดินรถเสมือนจริง โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีแบริ่ง-สมุทรปราการ”

          กทม.ทดลองวิ่งรถไฟฟ้าข้ามจังหวัด ประเดิมเปิดใช้สถานีสำโรง สถานีแรกประตูสู่สมุทรปราการ
          (15 มี.ค.60) เวลา 10.30 น. : พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้บริหารบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC) ผู้บริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และสื่อมวลชน เดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยายสายสีเขียว จากสถานีอ่อนนุช ไปยังสถานีแบริ่ง เพื่อเปิดการทดลองเดินรถเสมือนจริงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จากสถานีแบริ่ง – สถานีสำโรง จำนวน 1 สถานี โดยมี นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย นายสุรพงศ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายบัณฑิต ศิริตันหยง ประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสำโรงเหนือ ให้การต้อนรับและร่วมในพิธีเปิดการเดินรถเสมือนจริง
          แบริ่ง-สำโรง เชื่อมกรุงเทพฯ สมุทรปราการ เดินทางสะดวกทันใจสู่ย่านธุรกิจและแหล่งเรียนรู้
          ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า การเดินทางสะดวก และใช้ชีวิตสะดวก เป็น 1 ใน 5 นโยบายทันใจของกรุงเทพมหานคร เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนไม่เฉพาะชาวกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่เข้ามาพักอาศัย ทำงาน และสัญจรผ่านด้วย ซึ่งโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าข้ามจังหวัดแห่งแรก ระหว่างกรุงเทพมหานคร และจังหวัดสมุทรปราการ โดยรัฐบาลได้มอบหมาย รฟม. รับผิดชอบด้านการก่อสร้างงานโยธาและโครงสร้างพื้นฐาน และให้กทม.เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถ เพื่อให้เกิดการเดินรถที่ต่อเนื่อง ประชาชนไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายขบวนรถระหว่างสถานีแบริ่งและสถานีสำโรง จึงมีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ในการเดินทาง อีกทั้งจะเป็นประโยชน์เกี่ยวกับระบบอัตราค่าโดยสารของประชาชนอีกด้วย เนื่องจากปัจจุบัน กทม.เป็นผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงสถานีอ่อนนุช-แบริ่ง อยู่แล้ว ทำให้สามารถใช้ระบบการเดินรถเดียวกันระหว่างต่อขยายสายสีเขียว ช่วงสถานีอ่อนนุช-แบริ่ง และช่วงสถานีแบริ่ง-สมุทรปราการ

          เปิดเต็มระบบปลายปี 61 ลดปัญหาจราจร พร้อมรับการเชื่อมต่อขนส่งสายสีเหลืองในอนาคต
          โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ นับเป็นเป็นความร่วมมือระหว่าง กทม. รฟม. และจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้บริการพี่น้องประชาชนสองเมืองสามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้าสู่ย่านธุรกิจและแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว และเมื่อเปิดให้บริการเดินรถทั้งระบบประมาณปลายปี 2561 จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในเขตบางนา และจังหวัดสมุทรปราการ ที่มีโรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งชุมชนซึ่งมีประชาชนพักอาศัยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งสถานีสำโรงเป็นสถานีใหญ่ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนสายอื่นๆ ในอนาคต เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเชิงพาณิชย์และกลายเป็นศูนย์กลางพัฒนาแห่งใหม่ของฝั่งกรุงเทพฯ ใต้ อีกด้วย

          ทดลองเดินรถเสมือนจริง 15 มี.ค.-2 เม.ย. ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ
          ทั้งนี้ ตามแผนการเดินรถของกทม. ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ กำหนดเปิดให้บริการสถานีแรกที่สถานีสำโรง โดยจะทดลองเดินรถเสมือนจริง ระหว่างวันที่ 15 มี.ค.-2 เม.ย. 60 โดยในระหว่างทดลองเดินรถเสมือนจริง นอกจากจะเป็นการทดสอบระบบการเดินรถไฟฟ้าแล้ว ยังจะมีการจำลองเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เหตุเพลิงไหม้ รถไฟฟ้าเฉี่ยวชน และการตรวจพบวัตถุต้องสงสัย เป็นต้น เพื่อเป็นการซักซ้อมการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงประสานความร่วมมือและความช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจะเปิดให้บริการเดินรถแก่ประชาชน ช่วงสถานีแบริ่ง-สำโรง ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.60 เป็นต้นไป

          กทม.รับมติคจร.บริหารการเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียวทั้งระบบ
          อนึ่ง คณะกรรมการจัดระบบการจราจร (คจร.) มีมติเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.58 เห็นชอบในหลักการให้ กทม.เป็นผู้เดินรถ ไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ต่อมาวันที่ 28 มี.ค.59 กรุงเทพมหานคร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และกระทรวงการคมนาคม ได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยแนวทางการดำเนินงานตามมติคจร. วันที่ 10 มิ.ย.58 เรื่องการมอบหมายให้กทม.เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จากนั้นวันที่ 28 ก.ค.59 กทม.ได้มอบหมายให้บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต และช่วงแบริ่ง–สมุทรปราการ รวมทั้งจัดการติดตั้งระบบการเดินรถ ประกอบด้วย ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล และระบบการสื่อสาร
          สำหรับ โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง–สมุทรปราการ ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ ครอบคลุมพื้นที่ 3 เทศบาล ได้แก่ เทศบาลสำโรงเหนือ เทศบาลนครสมุทรปราการ และเทศบาลบางปู ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร มีจำนวน 9 สถานี ได้แก่ 1.สถานีสำโรง (E15) ตั้งอยู่ระหว่างสะพานข้ามคลองสำโรงกับแยกเทพารักษ์ 2.สถานีปู่เจ้าสมิงพราย (E16) ตั้งอยู่บริเวณถนนซอยสุขุมวิท 115 3.สถานีพิพิธภัณฑ์เอราวัณ (E17) ตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิทซอย7 4.สถานีโรงเรียนนายเรือ (E18) ตั้งอยู่หน้าโรงเรียนนายเรือ 5.สถานีสมุทรปราการ (E19) ตั้งอยู่หน้าวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ 6.สถานีศรีนครินทร์ (E20) ตั้งอยู่บริเวณสะพานข้ามคลองบางปิ้ง 7.สถานีแพรกษา (E21) ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนสมุทรปราการ 8.สถานีสายลวด (E22) ตั้งอยู่บริเวณซอยเทศบาลบางปู 45 และ 9.สถานีเคหะสมุทรปราการ (E23) ตั้งอยู่บริเวณซอยเทศบาลบางปู 50 โดยมีศูนย์ซ่อมบำรุงพื้นที่ 123 ไร่ หลังสถานีไฟฟ้าย่อยบางปิ้ง และมีอาคารจอดแล้วจร (park & ride) บริเวณสถานีปลายทางเคหะสมุทรปราการ เนื้อที่ 18 ไร่ สามารถจอดรถได้ 1,200 คัน ส่วนช่วงจากหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 19 กิโลเมตร จำนวน 16 สถานี จะเปิดให้บริการเดินรถจากสถานีหมอชิต เชื่อมต่อกับสถานีห้าแยกลาดพร้าว ประมาณต้นปี 2562 และเปิดให้บริการเดินรถตลอดเส้นทาง ภายในปี 2563

 

ข่าวชิ้นนี้เผยแพร่โดย Thai PR

คำค้น: รถไฟฟ้าสายสีเขียว

กรมเจ้าท่า ยกระดับความปลอดภัยระบบการขนส่งสาธารณะทางน้ำในคลองแสนแสบ

กรุงเทพฯ–16 มี.ค.–โอเคแมส

กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ได้ร่วมกับบริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ยกระดับความปลอดภัยระบบการขนส่งสาธารณะทางน้ำในคลองแสนแสบ โดยในระยะแรกของการดำเนินการอาจมีผลกระทบต่อระยะเวลาในการรอเรือหรือใช้ระยะเวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กรมเจ้าท่าได้นำปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันแรกของการยกระดับความปลอดภัยฯ ร่วมหารือกับ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (๒๐๐๒) จำกัด เพื่อให้การบริการเรือโดยสารในคลองแสนแสบเป็นไปด้วยความสะดวกและปลอดภัย โดยดำเนินการ ดังนี้๑. จัดเที่ยวเรือบริการเสริมในช่วงเวลาเร่งด่วน

รอบเช้า ตั้งแต่เวลา ๐๗.๒๐ – ๐๘.๓๕ น. โดยเพิ่มความถี่ในการปล่อยเรือท่าต้นทางทุก ๕ นาที และเพิ่มการปล่อยเรือจากท่าสำคัญ ดังนี้

– ท่าเรือเดอะมอลล์บางกะปิ จำนวน ๓ เที่ยว เวลา ๐๗.๒๐ / ๐๗.๕๐ และ ๐๘.๒๕ น.
– ท่าเรือวัดกลาง จำนวน ๒ เที่ยว เวลา ๐๗.๓๕ และ ๐๘.๐๕ น.
– ท่าเรือมหาดไทย จำนวน ๓ เที่ยว เวลา ๐๗.๒๕ / ๐๗.๕๕ และ ๐๘.๓๐ น.
– ท่าเรือ ม. รามคำแหง จำนวน ๒ เที่ยว เวลา ๐๗.๔๐ และ ๐๘.๑๐ น.
– ท่าเรือวัดเทพลีลา จำนวน ๓ เที่ยว เวลา ๐๗.๓๐ / ๐๘.๐๐ และ ๐๘.๓๕ น.
– ท่าเรือรามคำแหง ๒๙ จำนวน ๒ เที่ยว เวลา ๐๗.๔๕ และ ๐๘.๒๐ น.
รอบเย็น ตั้งแต่เวลา ๑๗.๕๐ – ๑๘.๓๕ น. โดยเพิ่มความถี่ในการปล่อยเรือท่าต้นทางทุก ๑๐ นาที และเพิ่มการปล่อยเรือจากท่าสำคัญ ดังนี้

– ท่าเรือทองหล่อ จำนวน ๑ เที่ยว เวลา ๑๘.๓๕ น.
– ท่าเรืออิตัลไทย จำนวน ๑ เที่ยว เวลา ๑๘.๑๐ น.
– ท่าเรืออโศก จำนวน ๕ เที่ยว เวลา ๑๗.๕๐ / ๑๘.๐๐ / ๑๘.๑๐ /๑๘.๒๐ และ ๑๘.๓๐ น.
๒. ปรับระยะเที่ยวเรือให้สั้นลง เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้าท่าเรือที่มีผู้โดยสารหนาแน่น

๓. ท่าเรือต้นทางในเวลาเร่งด่วน เรือจะรับผู้โดยสารร้อยละ ๗๐ ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด เพื่อให้มีพื้นที่รองรับผู้โดยสารในท่าถัดไป

กรมเจ้าท่า ขอประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติตนสำหรับผู้โดยสารเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ดังนี้

1. นั่งเต็มจำนวนที่นั่ง ห้ามผู้โดยสารยืนบริเวณที่นั่ง ให้ยืนได้เฉพาะบริเวณที่ว่างส่วนท้ายเรือ

2. เมื่อผู้โดยสารเต็มจำนวนแล้ว ขอให้ใช้บริการเรือในลำถัดไป
3. ขึ้น – ลงเรือด้วยความระมัดระวัง ไม่แย่งกันขึ้น – ลงเรือ
4. ก้าวขึ้น – ลงเรือเมื่อเรือจอดแนบท่าและเจ้าหน้าที่เรือคล้องเชือกกับหลักผูกเรือเรียบร้อย

5. ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำเรือและท่าเรือ
ทั้งนี้ กรมเจ้าท่า ได้เปิดช่องทางการสื่อสารเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้โดยสารในการปรับปรุงการให้บริการ ผ่านทาง Facebook ประชาสัมพันธ์เจ้าท่า / Fanpage กรมเจ้าท่า หรือสายด่วน 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2618281

แห่วิจารณ์แซด สอบใบขับขี่แบบใหม่ เพิ่มอบรม 15 ชม.ค่าใช้จ่ายพุ่ง 6,000 บาท

หลังจากกรมการขนส่งทางบกได้แจ้งเรื่องการปรับปรุงเงื่อนไขการสอบใบอนุญาตขับขี่ใหม่ ทั้งเรื่องเวลาการอบรม จากเดิม 5 ชั่วโมง เป็น 15 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความรู้เกี่ยวกับการขับขี่ที่ถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มทางเลือกในการสอบ ให้สามารถสอบกับโรงเรียนสอนขับรถรถยนต์เอกชนได้ โดยกำหนดค่าเรียนไม่เกิน 6,000 บาท และมีเงื่อนไขว่าทางโรงเรียนต้องใช้หลักสูตรที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดเท่านั้น

เรื่องนี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมาะสมแล้วเหรอ ผลักภาระมาให้ประชาชนหรือเปล่า เพราะเวลาอบรมที่เพิ่มมา นั่นหมายความว่าคนทำงานก็ต้องเพิ่มจำนวนวันลาด้วย และเวลาอบรมที่เพิ่มขึ้น คิดว่าจะได้ประโยชน์จริงๆ หรือไม่ เพราะถ้าหากยังใช้วิธีการอบรมแบบเดิมๆ คือ การเปิด CD ให้ดู มีคนบรรยายนิดหน่อย คุณค่าการอบรมก็เท่าเดิม บางคนก็มองว่าเรื่องนี้เอื้อประโยชน์ให้โรงเรียนสอนขับรถมากไป แทนที่จะปรับเปลี่ยนเรื่องกฎเกณฑ์การสอบ ไปเพิ่มอัตราโทษ เวลาทำผิดจะดีกว่าไหม ก็เรียกว่านานาจิตตัง แต่ความคิดเห็นในเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องร้อนๆ ในโลกออนไลน์ทีเดียว
 
สรุปความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่จะไปสอบกับโรงเรียนสอนขับรถ คือคุณไปสมัครเรียนด้วยและสอบไปด้วยในคราวเดียว แต่ใครที่ขับรถเป็นอยู่แล้ว ก็ไปสอบกับกรมการขนส่งฯ ได้เหมือนเดิม ไม่ได้หมายความว่า ต่อไปนี้ทุกคนจะต้องไปสอบกับโรงเรียนสอนขับรถเท่านั้น และเรื่องสำคัญที่ผู้ขับขี่ควรคำนึงถึงมากกว่าการสอบก็คือ มีใบอนุญาตขับขี่แล้ว ต้องมีจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนด้วย

บมจ.อาม่า มารีน เดินเรือลำใหม่คาดรับรู้รายได้เพิ่ม

บมจ.อาม่า มารีน รับมอบเรือใหม่ พร้อมรุกเส้นทางเอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ คาดรับรู้รายได้เพิ่ม พร้อมทุ่มงบกว่า 50 ล้านบาท เพิ่มคาราวานรถบรรทุกน้ำมัน 80-120 คัน หวังขยายเส้นทางบกเพิ่ม
       
       นายพิศาล รัชกิจประการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ AMA เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับมอบเรือบรรทุกน้ำมัน และสารเคมีลำใหม่ 1 ลำ ชื่อเรืออลิลญา มูลค่าประมาณ 449.18 ล้านบาท โดยเรือลำใหม่นี้มีน้ำหนักบรรทุก 12,999 เดทเวทตัน ซึ่งส่งผลให้กองเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจากเดิม 8 ลำเป็น 9 ลำ และขยายเส้นทางเดินเรือในเส้นทางเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น และแถบเอเชียใต้ ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และบังคลาเทศ เป็นต้น ส่วนเรือลำที่ 2 ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับเรืออลิลญา จะทำการรับมอบในวันที่ 15 พ.ค.นี้ และจะให้บริการในต้นเดือน มิ.ย.
       
       ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างปี 2560-2561 บริษัทฯ มีแผนจะเพิ่มรถบรรทุกน้ำมันอีกประมาณ 80-120 คัน ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มกำลังการขนส่งทางบกได้อีก 3.60-5.40 ล้านลิตร เพื่อรองรับการขยายเส้นทางขนส่งทางบกเพิ่ม และผลิตภัณฑ์ในการขนส่งที่เพิ่มมากขึ้น เช่น น้ำมันปาล์ม เอทานอล เอทิลแอลกอฮอล์ เป็นต้น โดยคาดว่างบลงทุนในส่วนนี้ ประมาณ 44-66 ล้านบาท ซึ่งการเพิ่มทั้งกองเรือ และกองรถบรรทุกน้ำมันส่งผลให้บริษัทฯ มีความสามารถในการดำเนินงาน และการทำกำไรที่เพิ่มมากขึ้น
       
       “การเพิ่มทั้งกองเรือ และกองคาราวานรถบรรทุกนั้น คาดว่าจะส่งผลดีให้กับบริษัทฯ ทั้งในแง่ของรายได้ เนื่องจากความสามารถในการทำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขยายเส้นทางเดินเรือที่มีมากขึ้น อีกทั้งในแง่ของการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของธุรกิจขนส่งน้ำมันปาล์มในภูมิภาคนี้ เนื่องจากประสบการณ์ในการทำงานที่มีมากกว่า 20 ปี รวมถึงความพร้อมของทีมบริการ ทำให้บริษัทฯ คาดว่า จะสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา” นายพิศาล กล่าว
       
       นายพิศาล กล่าวว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานในปีนี้ รายได้ของบริษัทฯ ยังคงมาจากการขนส่งน้ำมันทั้งทางเรือ และทางบก โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จากทางบกน่าจะมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน หลังจากที่สัดส่วนในปีที่ผ่านมา มีรายได้จากทางบกคิดเป็น 27% จากรายได้ทั้งหมด โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้ จากทางบกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30-35%
       
       อย่างไรก็ดี จากผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา สิ้นสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2559 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 143.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.79 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 10.59% เมื่อเทียบกับผลประกอบการของปี ก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 130.12 ล้านบาท และมีรายได้รวมจากการให้บริการขนส่งสินค้าอยู่ที่ 965.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 322.31 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 50.11% เมื่อเทียบกับผลประกอบการปี 2558 ที่มีรายได้รวมจากการให้บริการขนส่งสินค้าอยู่ที่ 643.18 ล้านบาท 

จองขนส่งออนไลน์ผ่าน SHIPPOP “รับของถึงบ้าน” ราคาเพียง30 บาท

ทางเลือกใหม่ของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ด้วยบริการใหม่จาก SHIPPOP ระบบจองขนส่งและจัดการการส่งของออนไลน์ เพื่อให้การส่งของสามารถทำได้สะดวก รวดเร็ว และง่ายที่สุด

คุณสุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าที่หน้าบริการ บริษัท ชิปป๊อป จำกัด (SHIPPOP) สตาร์ตอัพสัญญาไทย "จองขนส่งออนไลน์" เดินหน้ารุกตลาดขนส่งออนไลน์ จับมือกับ Niko's Logistic เปิดบริการรับของถึงบ้าน ส่งถึงปลายทางวันถัดไป รับเทรน์ตลาดอีคอมเมิร์ซ 12% ในปีที่ผ่านมา ชูจุดแข็ง จัดการขนส่งออนไลน์ได้ทันที พร้อมตรวจสอบสถานะการขนส่งได้ทุกขั้นตอน ฉับไวและมีประสิทธิภาพ

คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ TARAD.com กล่าวว่า "ปัญหาหลักของอีคอมเมิร์ซที่สำคัญ จะเป็นเรื่องของขนส่ง ซึ่งผมคิดว่า สิ่งที่ SHIPPOP จะเข้าช่วยทำให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์สามารถจองขนส่งออนไลน์ในราคาที่คุ้มค่าที่สุดได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด"

SHIPPOP ร่วมกับ Niko's Logistic จัดโปรโมชั่นพิเศษ เข้ารับของถึงบ้านจบในที่เดียวกับการจัดส่งพัสดุด่วนในราคาพิเศษ เพียง 30 บาทเท่านั้น

ระยะเวลาโปรโมชั่น
ตั้งแต่วันพุธที่ 15 – วันศุกร์ที่ 31 มีนาคมนี้ 2017
ช่วงน้ำหนักตั้งแต่ 0 – 3,000 กรัม ราคาเพียง 30 บาทเท่านั้น ไม่มีขั้นต่ำ
ใช้บริการได้เฉพาะในพื้นรหัสไปรษณีย์ที่ต้นทางและปลายทางด้วย 10xxxx เท่านั้น

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2618406

พุ่งกระฉูด!สาวโวยขึ้นแท็กซี่ระยะใกล้แต่มิเตอร์พุ่งไม่หยุด

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. สังคมออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของแท็กซี่โดยสารคันหนึ่งที่มิเตอร์ค่าโดยสารพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ โดยสมาชิกเฟซบุ๊กชื่อ Maneerat Mook Wko ได้โพสต์คลิปวีดีโอเหตุการณ์ขณะเธอขึ้นแท็กซี่หมายเลขทะเบียนทร 1252 กรุงเทพมหานคร จากฝั่งตรงข้ามบริษัทโอสถสภา แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. ไปยังซอยรามคำแหง 157 ระยะทางเพียง 2 กิโลเมตร แต่กลับพบว่ามิเตอร์ค่าโดยสารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ จากที่เคยจ่ายไม่เกิน80 บาทกลับต้องจ่ายถึง 120 บาทจากนั้นเมื่อหญิงสาวรายนี้ทักท้วงไป โชเฟอร์แท็กซี่คันดังกล่าวกลับไม่พอใจ อ้างว่า "ค่ามิเตอร์เป็นแบบนี้ทั่วประเทศ" เธอจึงตัดสินใจบอกให้จอด ซึ่งระหว่างกำลังจะลงจากรถ ค่ามิเตอร์ยังพุ่งไม่หยุด หญิงสาวจึงตัดสินใจจ่ายไปแค่100อบาทหลังคลิปวีดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า มิเตอร์ค่าโดยสารพุ่งสูงขึ้นผิดปกติอย่างชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้กรมการขนส่งทางบกเข้าตรวจสอบโดยด่วน….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/social/hot/485511 

กรมขนส่งฯ เลื่อนบังคับใช้กฎใบขับขี่ใหม่เป็นปีหน้า

โดย -โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ

กรมขนส่งฯ เลื่อนบังคับใช้กฎใบขับขี่ใหม่เป็นปีหน้า

        นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผย ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านร่างกฎกระทรวงคมนาคมของ ขบ. ฉบับ คือการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุ และการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ… และการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการบำรุงรักษาไว้ในใบอนุญาตประกอบการขนส่ง พ.ศ…. ว่า กฎกระทรวงดังกล่าวออกมาเพื่อพัฒนามาตรฐานการขับขี่บนถนนให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะใช้บังคับกับทั้งรถจักรยายยนต์และรถยนต์ส่วนบุคคล โดยขณะนี้ ร่างอยู่ระหว่างการรอนำเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะประกาศบังคับใช้ภายในปี 2561

         ทั้งนี้เนื่องจากขบ. จะต้องใช้เวลาการจัดทำและติดตั้งระบบอออไลน์เพื่อรองรับระบบการสอนและการสอบของโรงเรียนสอนขับรถ ส่วนสาเหตุที่ขบ.จะต้องส่งเสริมให้โรงเรียนสอนขับรถเอกชนเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนสอนขับรถของขบ.ยังมีน้อยมาก ขณะที่สำนักงานสาขาของขนส่งตามต่างจังหวัดก็ยังมีไม่ครอบคลุม

          นายสนิทกล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายมองว่า ค่าใช้จ่ายในการเรียนและสอบใบขับขี่ผ่านโรงเรียนเอกชนแพง ซึ่งปัจจุบันที่มีราคาเฉลี่ยสูงถึงคนละ 5,000 บาทว่า กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการทบทวนอัตราค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจจะปรับลดลง เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด และจะเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

      อย่าไรก็ตามประชาชนยังสามารถไปสอบใบขับขี่กับสำนักงานสาขาของกรมขนส่งตามจังหวัดต่างๆได้ตามเดิม หรือไปเรียนและสอบผ่านโรงเรียนสอนขับรถของขบ. ซึ่งปัจจุบันเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 650 บาทได้ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน4แห่ง คือ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี เพชรบูรณ์ และชัยภูมิ ซึ่งขณะนี้เตรียมที่จะเปิดเพิ่มอีกหลายแห่ง เช่น ชลบุรี ส่วนภาคใต้ อยู่ระหว่างพิจารณที่ สุราษฎร์ธานี สงขลา ประจวบคีรีขันธ์ ส่วนภาคกลาง คือนครสวรรค์ ส่วนภาคเหนือคือเชียงใหม่ เป็นต้น