ม.๔๔ ที่ 'ใช้รัดในเรื่องที่ไม่ควรใช้

แล้วคำว่า "รัดเข็มขัด" ก็กลับมาฮิตอีก!

มันเป็นศัพท์ทาง "เศรษฐศาสตร์" หมายถึงการใช้จ่ายอย่างประหยัด ทั้งภาครัฐ-ภาคประชาชน

ยุค "สฤษดิ์-ถนอม" เคยนำมาใช้รณรงค์ครั้งหนึ่ง จนหนังสือพิมพ์และพวกหัวซนยุคนั้น แผลงเป็น "ศัพท์สแลง" เชิงล้อเลียนสนุกสนาน

มาวันนี้ "รัดเข็มขัด" ดังเปรี้ยงอีก!

ดังเพราะ จู่ๆ นายกฯ พลเอกประยุทธ์ ก็ใช้ ม.๔๔ "รัดคอ-รัดเข็มขัด" คนใช้รถ

"รัดเข็มขัด" จริงๆ ไม่ใช่รัดในความหมายเศรษฐกิจตกสะเก็ด ต้องประหยัดการใช้จ่ายอย่างที่เข้าใจกัน

จากนี้ไป จนถึงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ …………

ตัวแทนรัฐบาล กรมการขนส่งทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจทางหลวง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจจราจร และกรมการขนส่งทางบก

ตั้งโต๊ะแถลงให้ทราบแล้วเมื่อวาน (๒๔ มี.ค.)………..

เกี่ยวกับรายละเอียดใน ม.๔๔ ฉบับที่ ๑๔/๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก

แปลเป็นไทยก็คือ "บังคับให้คนขับ ผู้โดยสารรถยนต์ส่วนบุคคล และรถโดยสารสาธารณะ

…………'ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย!' "

เริ่มจากวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป……….

ไม่ว่าหน้าอินทร์-หน้าพรหม หน้านายกฯ ก็ไม่เว้น ถ้านั่งรถ ไม่ว่านั่งหน้า-นั่งหลัง แล้วไม่รัดเข็มขัด

จับ…ปรับสถานเดียว!

ช่วงสิบกว่าวันนี้ เป็นช่วงโปรโมชัน แนะนำสินค้าใหม่ เขาบอก เจอไม่คาด จะยังไม่ปรับ ตักเตือนก่อน

แต่พอเข้าวันที่ ๕ เมษา เจอไม่คาดปั๊บ-จับปุ๊บเลย!

มีคนคันใจกับการใช้ ม.๔๔ ในเรื่องนี้มาก นายกฯ ท่านเป็นคนท่องเน็ตอยู่แล้ว คงเห็นที่เขาโพสต์ตามโซเชียลมีเดีย เมื่อวาน ท่านจึงบอกว่า

"รัฐบาลไม่ได้ต้องการบังคับใช้กฎหมายมากมาย แต่เนื่องจากมีความจำเป็นและถูกเรียกร้องจากหลายทางให้ต้องแก้ไขปัญหา

ถามว่ากฎหมายปกติที่มีอยู่ทุกวันนี้ สามารถใช้ได้อย่างครอบคลุมหรือไม่ คำตอบคือใช้ได้ไม่หมด เพราะอยู่ที่คนใช้"

พูดถึงกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร

กับชาวบ้าน………"กฎหมายมีเอาไว้ฝ่าฝืน"

กับตำรวจ…………"กฎหมายมีเอาไว้เคร่งตามอารมณ์"!

เมื่อถึงขั้นนายกฯ ใช้ ม.๔๔ กับการจราจร เสียงวิพากษ์-วิจารณ์ จึงมากเป็นพิเศษ และในความมากนั้น ตำรวจดูจะรับไปเต็มๆ

มีอยู่ท่าน น่าจะเป็นนักกฎหมาย ให้ความเห็นแตกแขนงน่ารับฟังเพื่อการใคร่ครวญ

ถ้าไม่คิดว่า นี่คือการต่อต้าน ไม่หวานหู มองในด้าน ช่วยกันคิด-ช่วยกันค้าน สู่การสร้างสรรค์ มุมมองของท่านนี้ น่ารับฟังอยู่นะ ลองอ่านดูก็ได้

เรียน คุณเปลว ที่นับถือ

การออกคำสั่งตามมาตรา 44 ควรใช้กรณีจำเป็นเร่งด่วน ที่จำเป็นจริงๆ แต่ปัจจุบันใช้กันจนพร่ำเพรื่อ เช่นกรณีออกคำสั่งแก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่ไม่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ คือ "สภานิติบัญญัติ" ถึงแม้จะเป็นสภาจากการแต่งตั้ง แต่ก็มีกระบวนการตามขั้นตอน การพิจารณาจึงมีความรอบคอบมากกว่าการออกคำสั่งตามมาตรา 44 ที่สนองความต้องการเพิ่มอำนาจของข้าราชการเท่านั้น

โดยเฉพาะตำรวจ ที่ตั้งใจทำงาน เพียงเพราะ "ส่วนแบ่งจากค่าปรับ" หาได้มีเจตนาเพื่อความปลอดภัยของประชาชนแต่ประการใดไม่

การออกคำสั่งตามมาตรา 44 แก้ไขกฎหมายจราจร มีจุดบกพร่องอันแสดงถึงความไม่รอบคอบ ประเด็นที่สำคัญ คือ

1.การให้รัดเข็มขัด เป็นการไม่สอดคล้องกับบริบทการใช้รถของสังคมไทย เช่นรถกระบะขนของ รถสองแถว ฯลฯ และที่สำคัญคือ ไม่มีบทเฉพาะกาล ให้เวลาปรับตัว เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้ตำรวจที่เห็นแก่ส่วนแบ่งค่าปรับ

2.หากไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่ง จะไม่ให้ต่อทะเบียนรถ/ออกมาสนองความต้องการของตำรวจเท่านั้น

ดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไร/แต่เป็นการออกคำสั่งที่ขาดความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย ขาดความเข้าใจเรื่องหลักนิติธรรมเป็นอย่างมาก โดยสรุปคือ

2.1 การกระทำผิดกฎจราจรจนถูกใบสั่ง เป็น "ความผิดเฉพาะตัว" ของผู้ขับขี่ รถยนต์เป็นทรัพย์สิน "ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด"

2.2 รถยนต์เป็นทรัพย์สินที่รัฐธรรมนูญ ทั้งปี 50 และฉบับอาจารย์มีชัยให้การคุ้มครอง บุคคลย่อมมีสิทธิ์ในทรัพย์สิน ถึงแม้กรณีไม่ไปชำระค่าปรับตามใบสั่ง คนขับเป็นผู้อื่น เช่นผู้เช่า ผู้ยืมรถไปใช้ ไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์สิน คือรถ และแม้เจ้าของรถเป็นผู้ขับ เจ้าของก็มีสิทธิ์ให้เช่า ให้ยืมได้

2.3 การจดทะเบียน การต่อทะเบียนรถ เป็นการเสียภาษีเพื่อสิทธิในการใช้รถในถนนทางสาธารณะ โดยเจ้าของไม่จำเป็นต้องขับเอง สามารถให้เช่า ให้ยืมได้

การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของปวงขนชาวไทย ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไม่ว่าฉบับใด ไม่ได้ให้อำนาจให้รัฐออกกฎหมายไม่ให้ประชาชนทำหน้าที่ เช่นการเสียภาษี

เพียงให้อำนาจออกกฎหมายจำกัดสิทธิ์ได้ เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคง สาธารณประโยชน์ ความสงบเรียบร้อยของประชาชนเท่านั้น

การใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งแก้ไขกฎหมายจราจร เพียงเพื่อสนองความต้องการอำนาจของตำรวจ เป็นเรื่องที่ไม่รอบคอบ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน มากกว่าผลดีที่จะได้รับ

ที่สำคัญ เป็นการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาล่าสุด คือปี 50 และฉบับอาจารย์มีชัย ที่กำลังจะประกาศใช้

ในที่สุด เรื่องคงต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญไม่ช้าก็เร็ว ได้มีการหน้าแหกกันบ้าง

"สากล"

ผมก็ว่าเรื่องนี้ ใช้ ม.๔๔ เปรอะไปนิด!

ความจริง ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ เรื่องคาดเข็มขัดนิรภัยมีอยู่แล้ว เพียงแต่เจ้าหน้าที่ ทั้งขนส่งทางบก จราจร หย่อนยานกันเอง

เลือกใช้-เลือกปฏิบัติเป็นอารมณ์ๆ ไป ทั้งไม่เคยรณรงค์ให้ประชาชนทราบแบบกว้างขวาง-จริงจัง ต่อเนื่อง เหมือนการรณรงค์เรื่อง "เมาแล้วห้ามขับรถ" ซึ่งเอาจริงแล้วก็ได้ผล

ต้องยอมรับกันว่า "การแหกกฎ" คือความเท่อย่างหนึ่งของคนไทย!

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคาดเข็มขัดหรอก เอาที่ตำตา-ตำตีน มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปวิ่งบนทางเท้า วิ่งสวนในทางวันเวย์ กระทั่งแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร!

ถามว่า กฎหมายมีห้ามมั้ย คำตอบ คือมี แล้วเจ้าหน้าที่ทั้งขนส่ง ทั้งจราจร "จับจริง-ปรับจริง" สม่ำเสมอมั้ย?

เปล่าเลย!

ที่พูดนี่ ไม่ได้พูดในความหมาย ยกเรื่องผิดกฎหมายอ้างเพื่อทำผิดกฎหมาย แต่ชี้ให้เห็นว่า ทุกอย่าง "กฎหมายมี"

แต่คนรักษากฎหมาย ห่วยเอง!

ปัญหานี้ ไม่ต้องถึง ม.๔๔ หรอก เพราะกฎหมายบังคับให้ต้องรัดเข็มขัดมันมีอยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหา

ส่วนหนึ่งมาจากคนใช้รถเคยตัว และอีกส่วน ความเคยตัวนั้น มาจากเจ้าหน้าที่ไม่จริงจัง!

แล้วแบบนี้ ม.๔๔ ออกมาช่วยอะไรได้?

นอกจากช่วยให้ "บางเจ้าหน้าที่" ใช้ความสุจริตทางกฎหมายไปในทางไม่สุจริตในเจตนาจมเขี้ยวขึ้น และนั่น………..

"ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน"!

ก็ดูที่ตั้งโต๊ะแจกแจงเมื่อวานซี ทุกอย่างมีเป็นกฎหมายอยู่แล้วทั้งสิ้น

-รถตู้ส่วนบุคคล รถปิกอัพ รถสองแถว ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๗ ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยในที่นั่งคนขับและที่นั่งตอนหน้า

-รถโดยสารสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ รถตู้ หรือรถทัวร์ จะต้องแจ้งเตือนให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดนิรภัยก่อนรถออก

-รถโดยสารสองแถว รถสามล้อเครื่อง (ตุ๊กๆ) ไม่บังคับให้รัดเข็มขัด แต่มีมาตรการบังคับใช้เพื่อความปลอดภัย เช่น การติดตั้งราวกั้นเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย และการบังคับลดความเร็ว เป็นต้น

-รถยนต์ส่วนบุคคล รถแท็กซี่ และรถที่ใช้รับส่งจากสนามบิน (รถลีมูซีน) ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๑ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย สำหรับที่นั่งคนขับและที่นั่งตอนหน้ารถ

-รถจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง

-รถสี่ล้อเล็กรับจ้างจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ ให้ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยเฉพาะที่นั่งด้านหน้าคนขับและผู้โดยสาร

-ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีเข็มขัดนิรภัย ผู้โดยสารทุกคนต้องรัดเข็มขัด

เนี่ย…จะเห็นว่า กฎหมาย-กฎระเบียบ "มีอยู่แล้ว" ทั้งนั้น แล้วที่บอกว่า

"ที่ออก ม.๔๔………….

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก" นั้น

ถามว่า จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ประสิทธิภาพที่ไม่มี จนต้องใช้ ม.๔๔ ไขลานนั้น ใครคือผู้ไม่มีประสิทธิภาพในที่นี้

ระหว่าง "ประชาชนผู้ใช้รถ กับ เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎ?"

ผมจึงเห็นด้วยกับผู้ใช้นามว่า "สากล" ในประเด็น ใช้ ม.๔๔ พร่ำเพรื่อ จนดูไม่ขลัง

และเรื่องจราจร มันมีรายละเอียดทางปฏิบัติของชาวบ้านเป็นเงื่อนไขตามสภาพสังคมที่ขัดแย้งกฎหมายอยู่มาก ควรให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเพื่อความรอบคอบ

ดีกว่า..เอะอะ ม.๔๔!

ยิ่ง "พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด" โฆษกสำนักนายกฯ บอกว่า

"รถกระบะ ห้ามไม่ให้นั่งด้านหลัง ให้นั่งเฉพาะห้องโดยสารเท่านั้น"!

ทุกคนเข้าใจ ที่ห้ามก็เพื่อความปลอดภัยชาวบ้านเอง แต่ในทางเป็นจริงทางสังคม

"ตามต่างจังหวัด" เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะห้ามคนนั่งกระบะหลัง

ในกรุงก็เถอะ ……..

และก็รู้แหละว่า รถแท็กซี่นั้น มีกฎห้ามนั่งเกิน ๕ ทั้งคนขับ แต่ในทางปฏิบัติ ยัดเข้าไปขี่คอกันนั่ง

ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ ทั้งคนขับ-คนโดยสาร และตำรวจ ในด้านกฎหมายที่ไม่ถูกนำมาใช้-นำมาปฏิบัติ

ที่พูดนี่ ผมเข้าใจเจตนาการใช้ ม.๔๔ เกี่ยวกับรถในช่วงสงกรานต์ และไม่ได้ต่อต้านอะไร

แต่อยากให้ถนอมรักษา ม.๔๔ ไว้ใช้ในเรื่องสำคัญและจำเป็นจริงๆ ขืนใช้เปรอะ กระทั่งเรื่องรัดเข็มขัดที่มีกฎหมายอยู่แล้ว

ม.๔๔ จากดาบอาญาสิทธิ์ ระวัง………..

จะเป็น "ไม้ตีพริก"!

Close Comments

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.