บิ๊กตู่’ถกบีโอไอ เคาะ4โครงการ 1.6แสนล้านบาท


นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดบีโอไอ อนุมัติส่งเสริมลงทุนด้านพลังงานผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 4 โครงการ เงินลงทุนกว่า 1.6 แสนล้าน พร้อมหนุนรถยนต์ไฮบริดจ์และรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามเทคโนโลยี ผลักดันไทยเป็นฮับด้านการแพทย์ครบวงจร

เมื่อวันศุกร์ มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการด้านพลังงานรวม 4 โครงการ เงินลงทุนทั้งสิ้น 161,300 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอสอาร์ซี ผลิตไฟฟ้าจากก๊าชธรรมชาติ กำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 59,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดชลบุรี, บริษัท กัลฟ์ พีดี จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากก๊าชธรรมชาติ กำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 58,800 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดระยอง

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขยายกิจการขนส่งก๊าชธรรมชาติทางท่อ ระยะทาง 59 กิโลเมตร ผ่านจังหวัดสระบุรี ชลบุรี และระยอง ปริมาณการขนส่งก๊าชธรรมชาติรวม 109,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี โดยเป็นการลงทุนเพื่อขยายอายุการใช้งานระบบขนส่งทางท่อเดิม (ท่อก๊าชธรรมชาติบนบกเส้นที่ 1) เพื่อให้สามารถขนส่งก๊าชให้ลูกค้าโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรม และภาคขนส่งได้ต่อเนื่องและได้มาตรฐาน เงินลงทุน 5,000 ล้านบาท และบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ขยายกิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือบรรทุกสินค้า โดยโครงการจะให้บริการขนถ่ายก๊าชธรรมชาติเหลว (LNG) ปีละประมาณ 9,000,000 ตัน เงินลงทุน 38,500 ล้านบาท โครงการอยู่ที่จังหวัดระยอง

นางหิรัญญากล่าวว่า บอร์ดบีโอไอยังเห็นชอบให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้านั้น จะให้การส่งเสริม 3 แบบ ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle : HEV) รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid Electric Vehicle: PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV) โดยให้ส่งเสริมการผลิตทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถโดยสาร ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันตามระดับเทคโนโลยีในการผลิต

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดสิทธิประโยชน์ของแต่ละประเภทกิจการดังนี้ กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม ( HEV) จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (PHEV) จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี หากมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตั้งแต่ 5-8 ปี หากมีการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 10 ปี

ส่วนกิจการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และหากมีการผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 1 ชิ้น จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นชิ้นละ 1 ปี รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี โดยกิจการนี้ ที่ประชุมเห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่มีศักยภาพที่จะทำการผลิตได้ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอี ซึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าเกณฑ์ปกติ 2 ปี

ยังมีกิจการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ได้เพิ่มชิ้นส่วนอีก 10 รายการที่จะให้การส่งเสริมให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ได้แก่ กิจการผลิตแบตเตอรี่ กิจการผลิต Traction Motor กิจการผลิตระบบปรับอากาศด้วยไฟฟ้าหรือชิ้นส่วน กิจการผลิตระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ กิจการผลิตระบบควบคุมการขับขี่ กิจการผลิต On-Board Charger กิจการผลิตสายชาร์จแบตเตอรี่พร้อมเต้ารับ-เต้าเสียบ กิจการผลิต DC/DC Converter กิจการผลิต Inverter กิจการผลิต Portable Electric Vehicle Charger กิจการผลิต Electrical Circuit Breaker กิจการพัฒนาระบบอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging System) และกิจการผลิตคานหน้า/คานหลังสำหรับรถโดยสารไฟฟ้า และหากตั้งโครงการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และยื่นขอรับส่งเสริมภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2560 จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี

สุดท้าย กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร

ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ส่งเสริมกิจการบริการทางการแพทย์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบริการทางการแพทย์ครบวงจร โดยจะส่งเสริม 4 กิจการ ได้แก่ 1.บริการสาธารณสุขด้านแพทย์แผนไทย เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการบริการในอนาคต โดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี 2.ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ (โรคหลอดเลือดหัวใจ ผ่าตัดหัวใจ และหัวใจล้มเหลว) ด้านมะเร็ง (เคมีบำบัด และรังสีวิทยา) และด้านไต (ศูนย์ไตเทียม) จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี 3.สถานพยาบาล ให้การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เฉพาะเพื่อเป็นการกระจายการให้บริการอย่างทั่วถึงสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยให้การส่งเสริมกิจการสถานพยาบาลเฉพาะใน 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ หรือใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน ซึ่งจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี และ 4.บริการขนส่งผู้ป่วย แพทย์ หรืออุปกรณ์การแพทย์ ทั้งทางอากาศ ทางบก ทางเรือ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสถานพยาบาลได้รวดเร็ว ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี.

Close Comments

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.