ขนส่งฯ คุมเข้มรถบรรทุก ต้องติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่าได้คุมเข้มตรวจสอบรถบรรทุกสินค้าที่สถานีขนส่งสินค้าต่างๆ ได้แก่ สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑล สถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง สถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า รวมถึงท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่มีรถบรรทุกสินค้าเข้าออกพื้นที่เพื่อรับ-ส่งสินค้าเป็นประจำ และรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำการขนส่งผ่านเส้นทางต่างๆ โดยตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน – 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบรถบรรทุกทั้งสิ้น 13,172 คัน พบรถที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก จำนวน 202 คัน เป็นความผิดฐานไม่ล็อกตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 130 คัน ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท และความผิดฐานนำรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงมาใช้งานบนท้องถนน หรือ Twist-Lock ชำรุด จำนวน 72 คัน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งได้ดำเนินการตามกฎหมายทุกรายแล้ว

รถป้ายแดงจดทะเบียนใหม่ครึ่งปีแรกกว่า 1.6 ล้านคัน

กรุงเทพฯ 16 ก.ค. – กรมการขนส่งทางบกเผยรถป้ายแดงจดทะเบียนใหม่ครึ่งปีแรกกว่า 1.6 ล้านคัน เตือนใช้ป้ายแดงชั่วคราวไม่เกิน 30 วัน นับจากวันรับรถ

นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงสถิติรถจดทะเบียนใหม่ทั่วประเทศ 6 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่ามีผู้นำรถใหม่ป้ายแดงมาจดทะเบียน 1,615,524 คัน ใกล้เคียงกับสถิติในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 แบ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน 405,203 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 8 ขณะที่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล 149,985 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6 ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน 8,573 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1 ส่วนรถจักรยานยนต์ที่มีสถิติการจดทะเบียนสูงสุดในครึ่งปีแรกของปี 2562 จำนวน 971,761 คันนั้น พบว่าลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน รถโดยสาร 5,798 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 6 ส่วนรถบรรทุก 33,885 คัน ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 3

ทั้งนี้ จากจำนวนการจดทะเบียนรถใหม่ป้ายแดงช่วง 6 เดือนแรก ส่งผลให้จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 40,190,328 คัน โดยรถจักรยานยนต์มีจำนวนสูงสุด 21,051,977คัน รองลงมา คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน 9,713,980 คัน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล 6,707,781 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน 422,741 คัน ส่วนรถโดยสาร 163,983 คัน และรถบรรทุก 1,135,534 คัน เป็นต้น
นางจันทิรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอความร่วมมือผู้จำหน่ายรถอำนวยความสะดวกในการเตรียมเอกสารดำเนินการจดทะเบียนรถ รวมถึงให้คำแนะนำผู้ซื้อรถเกี่ยวกับเงื่อนไขการใช้ป้ายแดงได้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 30 วัน นับจากวันรับรถ ระหว่างรอการจดทะเบียนรถเท่านั้น โดยต้องใช้ควบคู่กับสมุดคู่มือประจำรถที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบก และผู้จำหน่ายรถต้องระบุวันที่ผู้ซื้อรับรถให้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักฐานตรวจสอบการใช้ป้ายแดง หากพบผู้ฝ่าฝืนใช้รถป้ายแดงเกินระยะเวลาที่กำหนด มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 ฐานใช้รถที่ยังไม่จดทะเบียน มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท จึงขอให้เจ้าของรถดำเนินการจดทะเบียนรถใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ต้องใช้รถป้ายแดงซึ่งอาจเป็นปัญหาในการติดตามตรวจสอบกรณีรถสูญหาย และเพื่อความสะดวกปลอดภัยในการใช้งานต่อไป.-สำนักข่าวไทย

แจ้งปิดเบี่ยงแยกโชคชัย4ตลอด24ชม.ตั้งแต่20ก.ค.นี้

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว – สำโรง มีความจำเป็นต้องยกเลิกสัญญาณไฟจราจร และปิดเบี่ยงแยกโชคชัย 4 บนถนนลาดพร้าว ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป เพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
– ผู้ใช้เส้นทางจากถนนโชคชัย 4 ที่ต้องการเลี้ยวขวาไปแยกรัชดา – ลาดพร้าว ให้เลี้ยวซ้ายไปใช้จุดกลับรถบริเวณซอยลาดพร้าว 55/1 ทดแทน
– ผู้ใช้เส้นทาง ฝั่งขาเข้า บนถนนลาดพร้าว ที่ต้องการเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนโชคชัย 4 ให้ตรงไปใช้จุดกลับรถบริเวณซอยลาดพร้าว 45 ทดแทน

ทั้งนี้ การปิดเบี่ยงจราจรเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และการดำเนินงานอาจมีเสียงดังรบกวน ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็นโปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว รฟม. ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ ผู้ใช้เส้นทางสามารถสอบถามรายละเอียดการเบี่ยงจราจร ได้ที่เบอร์โทร 0 2610 4915 และ 09 8257 5555 และติดตามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.mrta-yellowline.com และไลน์แอด : @mrtyellowline

ตัวแทน รฟท.ตรวจสอบปัญหารถไฟทางคู่แล้ว จ.นครราชสีมา

ชาวบ้านอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ยิ้มออก หลังผู้ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างรถไฟทางคู่จิระ-ขอนแก่น

จากความเดือดร้อนของชาวบ้าน อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ที่เกิดจากการใช้งานสะพานและทางลอดใต้รางรถไฟ โครงการรถไฟทางคู่จิระ-ขอนแก่น โดยปัญหาที่พบหลัก ๆ คือ ไม่มีทางเดินเท้า ป้ายและสัญญาณไฟจราจรไม่ชัดเจน รวมถึงปัญหาเส้นทางลอดใต้ทางรถไฟที่แคบ และเกิดน้ำท่วมขัง จนเกิดข้อร้องเรียนมากมายตามที่ 7 สีช่วยชาวบ้าน เคยนำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน และผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น บริเวณสถานีรถไฟชุมทางบัวใหญ่ และทางลอดใต้ทางรถไฟ 3 แห่ง คือ ทางแยกมอชูมิตร ชุมชนดอนขุนสนิท และจุดตัดทางหลวงหมายเลข 202 เพื่อดำเนินการแก้ไข

โดยเบื้องต้นจะเพิ่มป้ายจราจรและสัญญาณไฟ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นการชั่วคราว ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว ทางกรมการขนส่งทางราง และการรถไฟแห่งประเทศไทย จะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อร่วมกำหนดมาตรฐานทางลอดใต้ทางรถไฟในรูปแบบต่าง ๆ โดยจะคำนึงถึงความปลอดภัย และความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางให้มากที่สุดต่อไป

เวียตเจ็ทรุดขยายเครือข่ายเส้นทางบินสู่ญี่ปุ่นต่อเนื่อง

เปิดบริการเที่ยวบินปฐมฤกษ์ โฮจิมินห์-โตเกียว (นาริตะ)พร้อมประกาศเปิดเส้นทางดานัง-โตเกียว (ฮาเนดะ) บริการเที่ยวบินทุกวันตั้งแต่ 30 ตุลาคม2562

วันนี้สายการบินเวียตเจ็ทเปิดให้บริการเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางใหม่อย่างเป็นทางการ เชื่อมโฮจิมินห์สู่โตเกียว (นาริตะ) เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การขยายเครือข่ายเส้นทางบินให้ครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต

พิธีเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์จัดขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะในนครหลวงของประเทศญี่ปุ่น โดยมีคณะบุคคลสำคัญให้เกียรติเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก อาทิ นายเคียวทาโร่ ฮาราโนะ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยาน สำนักงานการบินพลเรือนญี่ปุ่น สำนักงานท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ ภายใต้กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น, นายอากิฮิโกะ ทามูระ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัทท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ, นายแลม ถิ แทง เฟือง อัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศญี่ปุ่น, นายชินสุเกะ ซาตาเกะ ผู้อำนวยการแผนกการส่งเสริมการค้าต่างประเทศ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนกลุ่มผู้บริหารจากเวียตเจ็ท บริษัทนำเที่ยว และพันธมิตรของท่าอากาศยานในประเทศญี่ปุ่น

นายอากิฮิโกะ ทามูระ กรรมการบริหารและประธานกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ กล่าวในพิธีเปิดว่า “ขอแสดงความยินดีในการเปิดบริการเส้นทางใหม่ โฮจิมินห์-โตเกียว ของเวียตเจ็ทในวันนี้ ผมรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมากที่สายการบินเวียตเจ็ทได้เปิดบริการเที่ยวบินเส้นทางที่ 2 เชื่อมสนามบินนาริตะ หลังจากได้เปิดเส้นทางสู่ฮานอยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งช่วยส่งเสริมการขยายเครือข่ายการบินของสนามบินนาริตะของเรา ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นถึงการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ จากการเปิดบริการเที่ยวบินระหว่า

นาริตะสู่สองนครใหญ่ในเวียดนามของเวียตเจ็ท”

ฝ่าย นายโด๋ ซวน กวาง รองประธานกรรมการเวียตเจ็ท แสดงความเห็นในพิธีเปิดว่า “การเปิดเส้นทางบินใหม่ล่าสุดของเราเชื่อมโฮจิมินห์สู่โตเกียว (นาริตะ) ในวันนี้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันเราสามารถเชื่อมโยงเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวทั้ง 4 เมืองของเวียดนามและญี่ปุ่น ซึ่งได้แก่ โตเกียว โอซาก้า ฮานอย และโฮจิมินห์ เข้าไว้ด้วยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้เราสามารถนำเสนอทางเลือกในการเดินทางแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและนักเดินทางทั่วโลก ซึ่งมีความหลากหลายมากขึ้นทั้งในด้านตารางบิน จุดหมายปลายทาง และบัตรโดยสารราคาประหยัด และในอนาคต เราหวังว่าจะได้นำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่ดีเยี่ยมแก่ผู้โดยสารจำนวนมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องบินลำใหม่และค่าโดยสารที่คุ้มค่า รวมถึงรายการความบันเทิงบนเที่ยวบินอันน่าตื่นตา บริการอาหารรสเลิศ ซึ่งให้บริการโดยลูกเรือที่ทุ่มเทใส่ใจในงานบริการของเรา”

ท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ตในกรุงโฮจิมินห์ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ครั้งนี้ โดยจัดการแสดงเต้นรำแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม โยสะโกอิ เพื่อมอบความบันเทิงแก่บรรดาผู้โดยสารและผู้มาใช้บริการในสนามบิน ซึ่งผู้โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางโฮจิมินห์-โตเกียว (นาริตะ) ยังได้รับของที่ระลึกจากพนักงานต้อนรับของเวียตเจ็ท เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสสำคัญครั้งนี้อีกด้วย

เที่ยวบินโฮจิมินห์-โตเกียว มีบริการเที่ยวบินไป-กลับทุกวันด้วยเครื่องบินแอร์บัสลำใหม่รุ่นA321Neo โดยใช้เวลาบินราว 6 ชั่วโมงต่อเที่ยว ผู้โดยสารยังสามารถเดินทางอย่างคุ้มค่าสูงสุดกับ Ohayo Saturday, fly to Japan from only 0THB” โปรโมชั่นบัตรโดยสารราคา 0 บาท (ไม่รวมภาษีและค่าบริการ) ได้ทุกวันเสาร์ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 ผ่านทาง www.vietjetair.com ซึ่งสามารถใช้ได้กับทุกเส้นทางบินสู่ประเทศญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ สายการบินเวียตเจ็ทได้ประกาศเปิดเส้นทางบินสู่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเส้นทางที่ 5 ดานัง-โตเกียว (ฮาเนดะ) ซึ่งจะเริ่มให้บริการเที่ยวบินทุกวันตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป โดยใช้เวลาเดินทางเที่ยวละประมาณ 5 ชั่วโมง 30 นาที และในวันเดียวกัน สายการบินเวียตเจ็ทยังได้รับใบรับรองสมาชิกภาพอย่างเป็นทางการของสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น หรือ เคดันเรน (Japan Federation of Economic Organizations – Keidanren)ซึ่งทำให้เวียตเจ็ทเป็นวิสาหกิจต่างชาติพิเศษและเป็นสายการบินต้นทุนต่ำรายแรกของโลกที่ได้เข้าร่วมสมาพันธ์ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งเฟซบุ๊กก็ได้เข้าร่วมกับเคดันเรนในวันเดียวกัน

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ  16/7/2562

ประเทศไทย กับ การพัฒนาพลังงานทดแทนของ AEC

การที่ประเทศไทยจะเป็นประเทศศูนย์กลางการเจริญเติบโตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้นั้น ประเทศไทยจะต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญในหลายด้าน เพื่อแสดงความจริงใจว่าประเทศไทยต้องการเห็นการพัฒนาไปด้วยกันของประเทศในหมู่สมาชิก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีดินแดนติดกับประเทศไทย ซึ่งในที่สุดแล้วประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุด

นอกจากเรื่องการพัฒนาการเชื่อมต่อในด้านต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว การร่วมมือเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทนของ AEC ก็เป็นเรื่องที่ประเทศไทยสามารถทำได้ เพราะปัจจุบันการพัฒนาพลังงานทดแทน ของไทยนับว่าก้าวหน้าที่สุดใน AEC โดยในสมัยที่ผู้เขียนไปประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ปรากฏว่าทุกประเทศอยากจะมาศึกษาการพัฒนาพลังงานทดแทนของไทย เพราะเห็นว่าไทยมีการพัฒนาพลังงานทดแทนที่ก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้

เพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมทำงานวิจัยในหัวข้อ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทนรองรับการเข้าสู่ AEC ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางพลังงานอีกสี่ท่าน จากกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และ บมจ.บางจาก ซึ่งมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวข้องกับด้านนี้โดยตรง

จุดประสงค์ของการวิจัย คือ อยากให้ประเทศในกลุ่ม AEC ที่คาดหมายกันว่าจะเป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตสูง จะมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงปีละ 4.8% โดยให้มีการส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทน 25% ภายในปี 2568 โดยประเทศไทยเป็นแบบอย่างตามนโยบายรัฐบาลที่จะให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนถึง 25% ภายในปี 2564 ซึ่งจะทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีความมั่นคงและพึ่งพาตนเองทางพลังงานได้โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานจากฟอสซิล ถึง 1 ใน 4 ของการใช้พลังงานทั้งหมด

ผลจากการวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของประเทศในอาเซียน รวมถึงประเทศไทยด้วยคือความรู้เรื่องพลังงานของประชาชนในประเทศยังมีน้อย พอพูดถึงพลังงาน ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้มีราคาถูก และอยากให้รัฐบาลสนับสนุนราคาพลังงาน และรัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย ได้มีการนำราคาพลังงานมาใช้ในการหาคะแนนนิยม กลายเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งทำให้กลายเป็นปัญหายุ่งยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยหากดูตัวอย่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่าการเมืองจะไม่เข้าไปยุ่งนโยบายทางพลังงานเลย โดยพวกเขาจะมีการดำเนินนโยบายแน่นอนทางพลังงานตลอด เพราะรู้ดีว่าหากเข้าไปยุ่งแล้วจะเป็นปัญหาระยะยาว ซึ่งในโลกความเป็นจริง ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนสามารถสนับสนุนราคาพลังงานได้ตลอดไป โดยเฉพาะหากยังเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน นอกจากจะเป็นประเทศที่มีแหล่งพลังงานจำนวนมหาศาลเอง และการสนับสนุนราคาพลังงานนอกจากจะบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้มีการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพแล้ว การสนับสนุนราคาพลังงานยังทำให้ไม่สามารถพัฒนาพลังงานทดแทนได้ เพราะไม่มีแรงจูงใจจากส่วนต่างของราคาพลังงาน ซึ่งในอนาคตพลังงานที่มาจากฟอสซิลก็จะหมดลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้น จะช้าจะเร็วการพัฒนาพลังงานทดแทนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นของทุกประเทศและของโลก

บทเรียนของประเทศอินโดนีเซียถือเป็นตัวอย่างที่ดี จากการที่ประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงรัฐบาล หลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันทันที 44% เพราะไม่สามารถแบกรับภาระการสนับสนุนราคาน้ำมันที่นำเข้าถึงปีละกว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อไปได้ ทั้งนี้ สาเหตุมาจากประชาชนอินโดนีเซียเคยชินกับการใช้น้ำมันราคาถูกจากแหล่งน้ำมันภายในประเทศ แต่แหล่งน้ำมันในอินโดนีเซียได้หมดลง และอินโดนีเซียต้องออกจากสมาชิกโอเปก

ประเทศไทย ก็อาจจะประสบปัญหาราคาพลังงานเช่นกัน เพราะแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ่าวไทยใช้เป็นแหล่งพลังงานมาเป็นเวลานานจะหมดลงในระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นประเทศไทยจะต้องมีการนำเข้าก๊าซ LNG มาใช้แทน ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซในอ่าวไทยประมาณเท่าตัว ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ปัจจุบันอาศัยก๊าซในการผลิตถึงเกือบ 70% ต้องมีราคาปรับขึ้นในอัตราส่วนเดียวกัน

ทางออกที่น่าจะดีที่สุดคือการเจรจากับประเทศกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองตลอด เพราะรัฐบาลถูกพรรคฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดประโยชน์ทับซ้อนได้

 

ทั้งๆ ที่ในสมัยที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล และทั้งๆ ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ แต่ปรากฏว่ามีหนังสือจากหน่วยงานของรัฐบาลกัมพูชาแจ้งมาว่า รองนายกฯขณะนั้น ได้แอบไปเจรจาลับๆ 2 หนกับผู้นำกัมพูชาที่ฮ่องกง ในวันที่ 1 สิงหาคม 2552 และที่คุนหมิง ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 โดยฝ่ายไทยเป็นผู้ร้องขอ ซึ่งทางกัมพูชาสงสัยว่าทำไมต้องเจรจาลับ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ และควรเปิดเผยให้ประชาชนทั้งสองประเทศได้รับรู้ เพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัยยิ่งกว่า

ในเอกสารวิจัยพบว่า พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนสำคัญๆ ที่ใช้กันอยู่มีประเภทและข้อมูลเชิงวิเคราะห์พอสังเขปดังนี้

พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar power) โดยคนส่วนมากคิดว่าประเทศไทยมีแสงแดดมาก น่าจะผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ดี และอยากให้ผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์มากๆ แต่ที่ไม่ค่อยทราบกันคือ การผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์มีต้นทุนที่สูง ต้องมีแรงจูงใจเป็นอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) ในสัญญารับซื้อไฟฟ้า ให้กับพลังงานที่ผลิตจากแสงอาทิตย์ แต่เดิมมีการให้แอดเดอร์ถึง 8 บาท คือราคาไฟฟ้าหน่วยละเท่าไหร่เพิ่มให้อีก 8 บาท ต่อมาลดลงเหลือ 6.50 บาท และปัจจุบันกำลังคิดสูตรคำนวณเป็น Feed-in Tariff ที่จะให้มีอัตราส่วนเพิ่มของราคารวมค่าไฟฟ้าที่คงที่ตลอดสัญญา เพื่อความยุติธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้า และให้เป็นการปรับให้เข้ากับราคาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ที่มีราคาลดลง

 

การที่ต้องมีส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้านี้ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก และจะไปรวมกับค่าเอฟทีของค่าใช้ไฟฟ้าของประชาชน นอกจากนี้ พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังแสงแดดยังไม่เสถียร คือ ไม่สามารถคาดเดาพลังงานที่จะผลิตได้แน่นนอน ทำให้ถ้าหากมีการส่งเสริมให้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในจำนวนมาก ก็จะต้องมีโรงไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงอื่นสำรองด้วย ในกรณีที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามที่คาดหมายไว้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังแสงอาทิตย์นั้นยังมีราคาแพงและไม่เสถียร แต่ก็ยังควรจะมีการส่งเสริมในด้านนี้อยู่ แต่ไม่ควรให้มีสัดส่วนที่มากเกินไปนัก โดยหวังว่าในอนาคตต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิย์จะมีราคาลดลงจนไม่ต้องมีแอดเดอร์ และมีความเสถียรเพิ่มขึ้น

พลังงานจากลม (Wind Energy) การผลิตไฟฟ้าจากแรงลม จะต้องหาบริเวณที่มีกระแสลมในปริมาณเพียงพอที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้คุ้มทุน ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนัก หลายแห่งในประเทศไทยเป็นบริเวณเชิงเขาที่เป็นป่าสงวน ซึ่งต้องไปขออนุญาตเช่าป่า และเสี่ยงต่อการทำลายพื้นที่ป่า โดยการผลิตไฟฟ้าจากลมประสบปัญหาเช่นเดียวกับการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพราะยังต้องมีแอดเดอร์และการผลิตไฟฟ้ายังไม่เสถียรเพราะต้องขึ้นกับปริมาณลม ซึ่งก็ควรมีการส่งเสริมในสัดส่วนที่ไม่มากนัก และรอการพัฒนาเช่นกัน

พลังงานจากชีวมวล (Biomass) การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล มีความจำเป็นจะต้องหาวัตถุดิบที่เป็นเชื้อเพลิงให้เพียงพอในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหลายครั้งปริมาณที่ดูเหมือนมากแต่เวลานำมาผลิตไฟฟ้าจริงๆ แล้วอาจจะไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดปัญหาการแย่งวัตถุดิบกันเกิดขึ้น และหากวัตถุดิบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้านี้เกิดมีราคาแพงขึ้นก็จะทำให้โครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จได้ นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลหากควบคุมไม่ดียังอาจจะก่อให้เกิดปัญหามลพิษทำลายสภาวะแวดล้อมได้ด้วย

เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประเทศไทยน่าส่งเสริมอย่างมาก และควรมีการส่งเสริมไปยังประเทศในอาเซียนด้วย โดยเฉพาะประเทศที่มีเนื้อที่ติดกันกับไทย โดยเฉพาะการผลิตเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง การผลิตไบโอดีเซลจากปาล์ม โดยประเทศไทยได้มีการพัฒนาทางด้านนี้ก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยผู้เขียนเป็นผู้ริเริ่มการยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 91 ซึ่งทำให้มีการใช้เอทานอลผสมเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ยิ่งใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้นเท่าไรก็จะใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าลดลงเท่านั้น ซึ่งเป็นการรักษาเงินตราต่างประเทศให้คงอยู่ในประเทศด้วย

 

พลังงานจากน้ำ (Hydro Power) หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าประเทศไทยพึ่งการผลิตไฟฟ้าเองจากเขื่อน ซึ่งจริงๆ แล้วพึ่งน้อยมาก มีสัดส่วนเพียง 5-6% เท่านั้น แต่พลังงานจากน้ำจากเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้านเช่น ลาวและเมียนมาร์ ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เป็นหมื่นเมกะวัตต์ จะเป็นอนาคตที่ไทยสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพลังงานทดแทนที่จะสามารถดำเนินการได้ในปริมาณที่มากคือ เชื้อเพลิงชีวภาพ และพลังงานจากน้ำ ส่วนที่เหลือคงต้องใช้เวลาในการพัฒนา

โดยจะมี 4 ยุทธศาสตร์ คือ

1) ยุทธศาสตร์เพิ่มการใช้พลังงานทดแทนของอาเซียน โดยลดการอุดหนุนพลังงานพื้นฐานเปลี่ยนมาอุดหนุนพลังงานทดแทน และปรับโครงสร้างพลังงานให้มีมาตรฐานเดียวกัน เร่งผลักดันมาตรฐานและนโยบายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั่วทั้งภูมิภาค ส่งเสริมการลงทุนให้มีการเร่งลงทุนในพลังงานทดแทนในมาตรฐานเดียวกันทั้งภูมิภาค

2) ลดต้นทุนการผลิตพลังงานทดแทนเพื่อขจัดการอุดหนุนราคาในระยะยาว เช่นในเชื้อเพลิงชีวภาพ จะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมเพื่อให้มีผลผลิตสูงสุด วางแผนจัดสรรพื้นที่การปลูกพืชพลังงานทั้งภูมิภาค พร้อมทั้งตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพของภูมิภาค

3) ยุทธศาสตร์การสร้างศูนย์กลางและมาตรฐานพลังงานทดแทนอาเซียน โดยผลักดันก่อตั้งในประเทศไทย ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานกลางให้เหมาะกับภูมิภาค และเป็นตลาดศูนย์กลางการค้าพลังงานทดแทน

4) ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาและลงทุนในพลังงานทดแทนให้เติบโตอย่างยั่งยืน เช่น จัดตั้งกองทุนพลังงานทดแทน จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อพัฒนา กำหนดนโยบาย ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง และควบคุมการลงทุน พัฒนาเศรษฐกิจกับชนบท พร้อมทั้งการดูแลสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ

ประโยชน์จากการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทนในภูมิภาคอาเซียน

1) ไทยจะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาพลังงานทดแทนในระดับภูมิภาค

2) ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคและของประเทศไทย

3) เพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

4) ลดปัญหามลพิษและวิกฤตโลกร้อน

5) แก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

หากสามารถดำเนินยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนของ AEC นี้ได้สำเร็จจะเป็นเรื่องที่ให้ประโยชน์อย่างมากแก่ทุกประเทศใน AEC โดยเฉพาะประเทศไทย จะได้ประโยชน์มากที่สุด

การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญทางด้านพลังงานทดแทนของภูมิภาคนี้ น่าจะให้ความภูมิใจและเกิดประโยชน์มากกว่า การเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง แต่ชาวนายังยากจนและลำบากอยู่มากมายนัก

 

ที่มา : http://www.matichon.co.th