เตรียมรับกฎเหล็กจราจร คนใช้รถต้องเจออะไรบ้าง?

ไม่ว่าประเด็นการประกาศใช้ ม.44 ออกมาคุมเข้มผู้ใช้รถจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยหรือเซฟตี้เบลต์ จะเหมาะสมหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่จบ แต่ที่แน่ๆ นับจากนี้ ผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นคนขับหรือผู้โดยสาร รถส่วนบุคคลหรือรถโดยสาร ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ที่กำลังพาเหรดทยอยออกมาบังคับใช้อย่างเข้มข้น

เริ่มจากคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 14/2560 ได้กำหนดมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก และคำสั่งที่ 15/2560 เรื่อง มาตรการเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น

ประเด็นหลักที่มีการกล่าวถึงและวิพากษ์วิจารณ์มากสุดของคำสั่งดังกล่าว คงเป็นการประกาศบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 5 เมษายนนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ผู้โดยสารรถยนต์ส่วนบุคคลและรถสาธารณะ เช่น รถตู้ รถแท็กซี่ รถบัส ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ขณะเดียวกันยังห้ามโดยสารท้ายรถกระบะ เบื้องต้นได้ให้เวลาปรับตัวไปจนถึงวันที่ 4 เมษายน ระหว่างนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าว หากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเห็นผู้กระทำความผิดจะแจ้งเตือนก่อน ยังไม่มีการจับปรับตามกฎหมาย แต่เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไปแล้ว จะจับปรับตามกฎหมายทันที

ในเรื่องนี้หนึ่งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว คือกรมการขนส่งทางบก

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กฎหมายออกมาเพื่อให้เกิดความเข้มข้นในเชิงของมาตรการ ประเด็นหลักของคำสั่งฉบับที่ 15 คือ ในทุกกรณีของการให้บริการประชาชนจะต้องเป็นเรื่องความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ไม่ใช่เอาผิดเฉพาะผู้ขับรถหรือพนักงานประจำรถเท่านั้น เพราะหลังจากนี้ทุกความผิดจะครอบคลุมไปถึงเจ้าของรถหรือผู้ประกอบการด้วย เพื่อเป็นมาตรการดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ยกตัวอย่าง กรณีเกิดอุบัติเหตุ เดิมบทลงโทษจะไปอยู่ที่คนขับ แต่เมื่อกฎหมายนี้บังคับใช้ จะเกิดประโยชน์ในเรื่องของการให้บริการและความปลอดภัย คือ กำหนดให้สามารถเพิกถอนทะเบียน ระงับการใช้รถ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการเจ้าของรถหรือผู้ประกอบการได้ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง มีสาเหตุมาจากความประมาท ขับรถเร็วเกินกำหนด หรือพนักงานขับรถพักผ่อนไม่เพียงพอ

ยังมีกรณีการไม่ควบคุมดูแล ปล่อยปละละเลยให้พนักงานขับรถ ไปกระทำผิดกฎหมายอื่น ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง ยาเสพติด หรือขนส่งรถผิดกฎหมายทั้งที่เป็นรถสาธารณะ ผู้ประกอบการก็ต้องรับผิดชอบหรือกรณีการเอาเปรียบ

ผู้โดยสารก็เป็นความผิดเช่นเดียวกัน เช่น ให้ผู้โดยสารนั่งเกินจำนวน ทิ้งผู้โดยสารกลางทาง ไม่ส่งถึงที่หมายและเก็บอัตราค่าโดยสารเกินกว่าที่ทางการกำหนด ตามมาตรการนี้ ทางกรมการขนส่งทางบกสามารถเริ่มบังคับใช้ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ บทลงโทษของผู้ประกอบการให้บริการจีพีเอสหรือเรียกว่าเวนเดอร์ ที่กรมการขนส่งทางบกประกาศให้รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป รถโดยสารทุกประเภท ทุกคัน ทุกเส้นทาง ต้องติดตั้งจีพีเอสตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา หากเกิดกรณีเวนเดอร์ให้บริการแล้วไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ไม่รับผิดชอบต่อผู้ประกอบการที่ติดตั้งจีพีเอส จะปรับสูงสุดในอัตรา 5,000 บาทต่อการกระทำผิดได้จนกว่าจะมีการแก้ไข โทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตด้วย

อีกกรณีเป็นการให้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะคือ รถตู้จะต้องมีที่นั่งที่มีความเหมาะสม มีความปลอดภัย ปัจจุบันอนุญาตให้รถตู้วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด มีไม่เกิน 14 ที่นั่ง และรถตู้วิ่งอยู่ในพื้นที่ไม่เกิน 15 ที่นั่ง ต่อไปกฎหมายได้กำหนดให้ต้องไม่เกิน 13 ที่นั่ง เพื่อป้องกันความเสียหายหากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้น เป็นสาระสำคัญของฉบับที่ 15

นายสนิทกล่าวว่า ส่วนฉบับที่ 14 เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ประเด็นสาระสำคัญ คือ จะเป็นเรื่องใบสั่งค่าปรับการทำผิดกฎจราจร ยืนยันว่าผู้ที่ได้ใบสั่งจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและยังไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับ ยังสามารถชำระภาษีค่าทะเบียนรถได้ตามปกติ ดังนั้น เจ้าของรถไม่ต้องกังวลสามารถชำระได้ทุกพื้นที่ ทุกช่องทางที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเหมือนเดิม

“กรณีที่มีใบสั่งแต่ยังไม่ได้ชำระค่าปรับ และประสงค์จะชำระค่าปรับพร้อมชำระภาษีรถประจำปีด้วย สามารถชำระค่าปรับพร้อมชำระภาษีรถประจำปีได้เลย โดยกรมการขนส่งทางบกจะออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีหรือป้ายวงกลมให้ทันที แต่หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถคันที่มีใบสั่งตามกฎหมายจราจร แต่ยังไม่พร้อมชำระค่าปรับในขณะนั้น กรมการขนส่งทางบกก็ยังคงอำนวยความสะดวกให้ชำระภาษีรถประจำปีได้ โดยจะได้รับหลักฐานแสดงการเสียภาษีประจำปีชั่วคราว จะมีอายุ 30 วัน นับแต่วันที่นายทะเบียนออกให้

หากชำระค่าปรับเรียบร้อยแล้วสามารถนำหลักฐานใบเสร็จการชำระค่าปรับมาแสดงเพื่อรับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีได้ทันที อย่างไรก็ตาม กรณีที่ชำระภาษีประจำปีแล้ว แต่ไม่ชำระค่าปรับที่ค้างชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่กำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้กรมการขนส่งทางบกงดออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีหรือป้ายวงกลมสำหรับรถคันนั้น และจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายสนิทกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ออกกฎหมายมาบังคับใช้ในช่วงที่ผ่านมาจำนวนมาก เพราะรัฐบาลต้องการให้มีผลบังคับใช้ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ แต่หลังจากนี้คงไม่มีการออกกฎหมายอะไรมาเพิ่มเติม เพราะถือว่าครอบคลุมในเรื่องของความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนแล้ว

ขณะที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า เรื่องการคุมเข้มด้านกฎหมายจราจรต่างๆ ทั้งเรื่องการชำระภาษี การคาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ว่าจะนั่งรถโดยสารสาธารณะ ทั้งรถแท็กซี่ รถตู้ หรือรถทัวร์ก็ตาม เรื่องเหล่านี้น่าจะทำให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุลดน้อยลง หรือไม่จำนวนรายการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตลดน้อยลง เพราะคนตระหนักในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น

ล่าสุด ตามที่ คปภ.ได้ปรับข้อยกเว้นการรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย ในส่วนของประกันภัยภาคสมัครใจ กรณีผู้ขับขี่เมาแล้วขับนั้น ได้แก้ไขปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ให้ลดลงเท่ากับที่กฎหมายกำหนดที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป มั่นใจว่าจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

“ที่ผ่านมา คปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงมูลนิธิ องค์กรต่างๆ ได้พยายามรณรงค์เรื่องการเมาไม่ขับ สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุมาโดยตลอด แต่กลับพบว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุกลับสวนทางพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีท่าทีจะลดลง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญๆ คนเดินทางท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้ คปภ.ได้ปรับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ให้ลดลงเท่ากับที่กฎหมายกำหนดที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าเมา ตามพระราชบัญญัติขนส่งทางบก กำหนดปริมาณดังกล่าวไว้อยู่แล้ว แต่เพียงว่าที่ผ่านมาบริษัทประกันภัยได้กำหนดข้อยกเว้นให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์จึงถือว่าเมา

ถือว่าไม่เป็นไปในทางเดียวกัน ทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมาคิดเรื่องนี้ และเรียกร้องให้ออกมาเป็นแนวทางดังกล่าว ถือเป็นยาแรง มั่นใจว่าจะได้ผล เพราะหากเมื่อใดที่คนขับรถไปชนบุคคลภายนอก หรือเกิดอุบัติเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง จนเกิดความเสียหายตามมา และหากพิสูจน์ได้ว่าคนขับมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือเทียบเท่ากับดื่มเบียร์ประมาณ 1 กระป๋อง ให้ถือว่าผิดและบริษัทจะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้” นายสุทธิพลกล่าว

นายสุทธิพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป หากคนขับรถไปชนบุคคลภายนอกแล้วพิสูจน์ว่าคนขับมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันจะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน เจ้าของรถจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้กับสัญญาประกันภัยใหม่ที่เจ้าของรถกับบริษัทประกันภัยทำขึ้น รวมถึงสัญญาเก่าที่ผูกพันกับบริษัทประกันภัย และวันสิ้นสุดสัญญาประกันภัยมีผลหลังวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ด้วย เพราะถือว่าเป็นประกาศคำสั่งที่มีผลกับสัญญาประกันภัยภาคสมัครใจทุกกรณี ยกเว้นสัญญาประกันภัยภาคบังคับ ยังคงให้มีผลตามกฎหมายในเรื่องความคุ้มครองเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

“อยากบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป เพราะน่าจะช่วยลดอุบัติเหตุได้มาก แต่ทางบริษัทประกันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้เวลาแก้ไขเอกสารต่างๆ อีกอย่างเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนได้เตรียมตัวก่อนจะมีผลบังคับใช้จริง” นายสุทธิพลกล่าว

ส่วนจะลดอุบัติเหตุโดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ลงได้จริงหรือไม่ คงต้องติดตาม

Logisticseek.com
Logisticseek.com
Close Comments

ใส่ความเห็น

หรือเลือกลงประกาศฟรีด้วยการ