บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โตกว่า 30%

  บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 30% ทุบสถิติรอบ 24 ปี เห็นแววงานลอจิสติกส์ขยายตัวครบวงจร พร้อมรับรู้รายได้เต็มที่จาก SEL สิงคโปร์ พร้อมกางแผนลุยขยายงานบริการทุกด้าน เตรียมลงทุนใหม่เพิ่มหัวลากหางพ่วง รองรับงาน และดีมานด์พุ่ง เดินหน้าอัปฐานลูกค้าใหม่ สร้างโครงข่ายพันมิตรต่อยอดธุรกิจ
       
       นางอารยา คงสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2560 ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 60 เติบโต 30% จากปี 59 ซึ่งจะถือเป็นรายได้ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดของการดำเนินงานในรอบ 24 ปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากขยายตัวของปริมาณงานบริการทุกประเภท ประกอบด้วย งานบริการนำเข้าส่งออกทางทะเล (Sea Freight) ทางอากาศ (Air Freight) งานบริการพิธีการศุลกากร งานขนส่งในประเทศ และงานบริหารจัดการคลังสินค้า
       
       พร้อมกันนี้ บริษัทยังรับรู้รายได้จากการดำเนินงานของ Sun Express Logistics Pte. Ltd. ประเทศสิงคโปร์ (SEL) เข้ามาเต็มปีเป็นปีแรก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยสัดส่วนรายได้แบ่งออกเป็น งาน Sea Freight 45% งาน Air Freight 35% และงานขนส่งในประเทศ งานให้บริการพิธีการศุลกากร งานให้บริการจัดการคลังสินค้า 20%
       
       สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 60 บริษัทยังเดินหน้าขยายบริการทุกรูปแบบในกลุ่มลูกค้าเดิม พร้อมกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ และต่อยอดงาน และโปรโมตงานในกลุ่มงาน Air Freight ร่วมกับ SEL ขณะเดียวกัน บริษัทวางแผนซื้อรถหัวลาก-หางพ่วงเพิ่มอีก เพื่อรองรับงานทรานสปอร์ตภายในประเทศ และงานขนส่งข้ามชายแดนที่มีปริมาณงาน และความต้องการของลูกค้าเดิม และลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งปริมาณงานขนส่งภายในประเทศเพิ่มขึ้นมาเป็น 3,000 กว่าเที่ยวต่อเดือน จากเดิมอยู่ที่ 2,000 กว่าเที่ยวต่อเดือน
       
       นอกจากนี้ งานขนส่งระหว่างประเทศมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ล่าสุด บริษัทได้เซ็นสัญญา 1 ปี ในการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่ย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทย คิดเป็นมูลค่าการให้บริการอยู่ที่ 50 ล้านบาทต่อปี เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ WICE มีความถนัดอยู่แล้ว และในอนาคต WICE มีโอกาสต่อยอดธุรกิจในการเข้าไปรับงานในส่วนคลังสินค้าเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
       
       ส่วนธุรกิจคลังสินค้ามีแนวโน้มที่ดี โดยเห็นได้จากการขยายตัวของปริมาณงานบริหารจัดการคลังสินค้า และการใช้พื้นที่คลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากลูกค้าเดิม และลูกค้ารายใหม่ที่แสดงความสนใจขอใช้บริการ ประกอบกับผู้นำเข้าส่งออกในปัจจุบันหันมาใช้บริการในรูปแบบ Third Party Logistics มากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทมีคลังสินค้า จำนวน 2 แห่ง โดยคลังสินค้าแห่งแรกมีขนาด 13,000 ตร.ม. และคลังสินค้าแห่งที่สองมีขนาด 8,000 ตร.ม. นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างโครงข่ายพันธมิตรลอจิสติกส์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ และสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต 

Close Comments

Comments are closed.